<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334</id><updated>2012-02-08T20:10:16.294+07:00</updated><category term='อาสาฬหบูชา'/><title type='text'>Big Fish --</title><subtitle type='html'>ปราใหญ่</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>183</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-4574032720627875748</id><published>2010-07-07T10:34:00.002+07:00</published><updated>2010-07-07T11:04:57.708+07:00</updated><title type='text'>เปลี่ยน pyNeighborhood แทน SMB4K</title><content type='html'>หลายคนคงมีปัญหาการใช้งาน Linux อยู่พอสมควรเล็กบ้าง ใหญ่บ้างก็ตามแต่ใช้งานเรื่องอะไร  วันนี้ผมมีประสบการณ์ มาแลกเปลี่ยนหวังว่าคงมีประโยชน์กับผู้ที่เจอปัญหาคล้ายๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  เดิมทีผมใช้ SMB4k ในการติดต่อกับ File server ก็ใช้งานได้ดีครับ ส่วนมากคอมพ์ที่ผมใช้งานอยู่จะเป็นคอมพ์เก่า performance ไม่สูง อย่างเครื่องที่มีปัญหา สเปค CPU Celeron 1G ram 256 ใช้ xubuntu เมื่อใช้งานไปนานๆ เครื่องเริ่มช้า จนถึงกับ Hang ไม่สามารถทำงานได้ สันนิษฐานปัญหาน่าจะมาจาก SMB4k กินทรัพยากรสูงเกินกว่า คอมพ์สเปคต่ำจะให้ได้  เมื่อแบ่งทรัพยากรไม่ลงตัว ก็ประท้วงหยุดทำงานเอาดื้อๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  เมื่ออยู่กันไม่ได้ ก็ต้องถอดเอา SMB4k ออก และติดตั้ง pyNeighborhood ซึ่งกินทรัพยากรน้อยกว่าแทน  แต่ใช้ว่าคนใหม่เมื่อเข้ามาทำงานจะสามารถทำงานด้วยกันได้ทันที ต้องมีการศึกษานิสัยใจคอกันพอสมควร โดยหลักๆแล้วการติดตั้งและใช้งานเจ้า pyNeighborhood มีสิ่งที่ต้องทำง่ายๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ติดตั้ง pyNeighborhood&lt;br /&gt;2.ติดตั้ง Midnight Commander (MC)&lt;br /&gt;3.ในส่วน option ของ CIFS ให้ใส่ "iocharset=utf-8" เพื่อการใช้งานภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าคงเป็นประโยชน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-4574032720627875748?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/4574032720627875748/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=4574032720627875748&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/4574032720627875748'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/4574032720627875748'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2010/07/pyneighborhood-smb4k.html' title='เปลี่ยน pyNeighborhood แทน SMB4K'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-100624731205898572</id><published>2010-05-24T07:40:00.002+07:00</published><updated>2010-05-24T07:41:01.967+07:00</updated><title type='text'>ปัญหาก่อการร้ายกับ "อำนาจปกติ"</title><content type='html'>เปลว สีเงิน 22 พฤษภาคม 2553 - 00:00&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ๓ วันผ่านไป หลังเหตุการณ์ "พฤษภา-เผากรุง" ฉากหน้าคล้ายว่าสงบ แต่ใต้ซากแห่งความสงบ เชื้อร้ายยังแผ่ซ่านรอวันปะทุ ผมอยากจะบอกว่า "ความจริงวันนี้" ของประเทศไทย เต็มไปด้วยคนบ้าประชาธิปไตย แต่ไม่รู้จักประชาธิปไตย เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อปี ๒๔๗๕ ผู้ใหญ่ไปเห็นไฟฟ้าในตะวันตก ก็อยากให้ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าบ้าง ทั้งที่รากฐานสังคมไทยสว่างด้วยแสงนำทางจากเปลวเทียนหน้าองค์พระปฏิมา แต่คนหัวนอกบอกว่าต้อง "ประชาธิปไตย-ตีนฝรั่ง" เท่านั้น จึงจะเป็นแสงสว่างนำทางให้ประชาชนคนไทย&lt;br /&gt; และเมื่อ "ดับไต้-ดับเทียน" เลียนประชาธิปไตยฝรั่ง หันหลังให้ธรรมาธิปไตย นับจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ ๗๘ ปีของการเลียนใช้ "ประชาธิปไตย-ไซส์ตีนฝรั่ง" ผลคือ &lt;br /&gt; คนป่าเอาประชาธิปไตยมาฆ่ากัน ฆ่ายังไม่หนำใจ ใช้ไฟ-คือประชาธิปไตยนั้น เผาบ้านเมืองทั่วทั้งประเทศ!&lt;br /&gt; ผมฟังนักข่าวต่างประเทศเขารายงานเหตุการณ์ในเมืองไทยกลับไปประเทศต้นสังกัดเขา และข่าวที่ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก เขาบอกว่าสาเหตุใหญ่มาจาก "ความเหลื่อมล้ำ" ทางสังคมไทย พูดง่ายๆ คือ ความรวยและโอกาส กระจุกอยู่เฉพาะบางพวก-บางคน แต่ความจนกระจายสู่ประชาชนอันเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ&lt;br /&gt; และเท่าที่ฟังผาดๆ คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาฯ อาเซียน ท่านก็ไปพูดในสังคมอาเซียนแห่งหนึ่งวานนี้ ท่านก็บอกทำนองเดียวกันว่า "ความเหลื่อมล้ำ" ทางสังคมเป็นต้นเหตุ!&lt;br /&gt; ผมคงไม่เถียง เพราะก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ต้องเถียงว่า "นี่..ไม่ใช่ต้นเหตุ" ของการเกิดสงครามกลางเมือง หรือสงครามก่อการร้าย ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แน่นอน!!!&lt;br /&gt; พูดถึง "ความเหลื่อมล้ำ" ในมุมที่เป็นจริงก็คือ...ทักษิณผูกขาดความร่ำรวยด้วย "ระบบสัมปทาน" แต่ผู้เดียว แถมยังพยายาม "ผูกขาดอำนาจรัฐ" ผนวกเข้ากับการผูกขาดทางธุรกิจ ควบคุมขบวนการ "โกงกินชาติ" ครบวงจร เพื่อสร้างความร่ำรวยผูกขาดให้ตัวเองและคณะเบ็ดเสร็จ นำไปสู่การขจัดความเหลื่อมล้ำคือ ผลประโยชน์-อำนาจ ที่หลงเหลืออยู่กับคนอื่นบ้าง ด้วยการ...&lt;br /&gt; พยายาม "รวบอำนาจ" แล้ว "ยึดประเทศ" ไปทั้งหมดเลย!&lt;br /&gt; อะไรที่ทักษิณอยากได้ แล้วไม่ได้ นี่จะเป็น "ความเหลื่อมล้ำ" เป็น ๒ มาตรฐานสำหรับทักษิณและคณะพรรค&lt;br /&gt; อะไรที่ผิดแล้วทักษิณอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ ติดสินบนไม่ได้ นี่ก็เป็นความเหลื่อมล้ำในทัศนะทักษิณและคณะพรรค!&lt;br /&gt; การปล่อยให้ทักษิณยึดครองประเทศ แล้วใช้เศษเงินแจกจ่ายบริวาร-ข้าราชการ-ประชาชน ในเครือข่ายของเขา และใครที่ไม่สวามิภักดิ์ ไม่ยอมเป็นพวก "กระทืบให้ตาย-เผาให้หมด" และ-ใครก็ได้ที่เป็นคนในเครือข่ายของเขา "ทำอะไรก็ได้" ตำรวจไม่จับ &lt;br /&gt; นี่แหละ...แบบนี้แหละ คือสังคมที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำตามที่ทักษิณและคณะพรรคต้องการ!?&lt;br /&gt; ต้นเหตุของ "สงครามก่อการร้าย" มันมาจาก "ความเหลื่อมล้ำ" ตรงนี้ และอย่างนี้ ไม่ใช่จับเปลือกๆแล้วกระเดือกๆ ไปพูดเป็นว่าเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมในแง่ของความรวย-ความจน ในแง่ของไพร่-อำมาตย์เพ้อเจ้อ จะไปว่าฝรั่งมันไม่รู้ประสาก็ยกไว้ แต่สำหรับคนไทย ถ้ายังพลอยเข้าใจไปอย่างนั้น&lt;br /&gt; ไม่เหนื่อย แต่น่าอนาถ!?&lt;br /&gt; ผมฟัง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. และ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" แถลงวานนี้ตามลำดับ ประเด็นหนึ่งที่ผมจับความได้ว่า ทาง ศอฉ.จะทยอยคืนงานให้กับตำรวจ ผมฟังแล้วเสียววาบ และคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ ถ้ารู้ว่า ศอฉ.หรือพูดตรงๆ คือ "ทหาร" จะถอนกลับที่ตั้ง คืนภารกิจปราบกบฏทั้งหมดนี้ให้ตำรวจวัน-สองวันนี้&lt;br /&gt; เผลอๆ ประสาทหลอน หรืออาจมีบางคน "ช็อก" ตายไปเลย!&lt;br /&gt; ผมเอง เพื่อเห็นแก่สถานการณ์โดยรวม พยายามไม่เพ่งเล็งบทบาท-ท่าที-การทำงานของตำรวจ  เพราะอะไรที่อดทน-อดกลั้นได้เพื่อขจัดความแตกแยกให้มากที่สุดก็อยากจะทำ แต่ถ้า ศอฉ.และนายกฯบอกว่า จะเร่งคืนงานในหน้าที่ให้ตำรวจ และ กทม. ผมก็อยากจะบอกตามตรงว่า&lt;br /&gt; ชาวบ้าน "ไม่ไว้ใจตำรวจ" ครับ!?&lt;br /&gt; ตำรวจกับขบวนการเสื้อแดง หรือพูดให้ชัด รวมไปถึงบทบาทตำรวจกับขบวนการก่อการร้าย ๑๙  พฤษภานี้ มันกินใจประชาชนไปอีกนาน!&lt;br /&gt; ยิ่งในต่างจังหวัดด้วยแล้ว ความเหลื่อมล้ำสูงมาก คือขบวนการทักษิณ "ผูกขาด" อำนาจประชาชนไว้ฝ่ายเดียวชนิดไร้ขอบเขตกฎหมาย จะเผาสถานที่ราชการ โรงพัก ศาลากลาง หรือจะฆ่าใคร กระทั่งจะให้ใครเข้าจังหวัดได้-หรือไม่ได้ &lt;br /&gt; พวกข้านี่แหละ..ประกาศิตเสื้อแดง คือกฎหมาย!&lt;br /&gt; บอดี้-เสื้อแดง แค่เครื่องใน-เสื้อกากีบ้าง เสื้อเขียวบ้าง และที่มองข้ามกันไปทั้งที่เป็น "แกนใหญ่" ในการขับเคลื่อนแดงทั้งแผ่นดินคือ "ส.ส.ในพื้นที่" ผนึกบารมีคนการเมืองท้องถิ่น และเจ้าพ่อ-มาเฟียที่หากินเลาะตะเข็บกฎหมาย&lt;br /&gt; ตรงนี้แหละคือตัวการของเหตุการณ์ ๑๙ พฤษภา ไม่ใช่เรื่องเหลื่อมล้ำทางสังคมบ้าบออะไร เพราะคนไทยไม่เคยมีใครอดตาย มีแต่นักการเมืองเอาไปแจก-เอาไปบำเรอจน "ท้องแตกตาย" จนประเทศไทยกลายเป็นรัฐ "การเมืองเลี้ยง" ไปแล้ว!&lt;br /&gt; ขอย้ำ เรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งมีอยู่จริงใน "ชีวิตจริง" ตามธรรมชาติ ไม่ใช่ต้นตอของเหตุที่เกิด แต่ธรรมชาติของคนไทยระดับชาวบ้าน ชอบระบบ "ลูกพี่อุปถัมภ์" ยิ่งได้คนมีสี แถมมีเงินให้หนุนหลัง อย่าว่าแต่เผาเมืองเลย ให้คว่ำประเทศเอาสวรรค์จมดิน เอาด้านนรกขึ้นฟ้า มันก็ทำให้&lt;br /&gt; พูดไปก็ยาว แต่ก็เพราะ "ประชาธิปไตย" ที่ไม่ออกแบบตามไซส์ตีนคนไทย นั่นแหละบ่มเพาะมา!&lt;br /&gt; สมมุติเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารกลับที่ตั้ง คืนความเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายให้ตำรวจแต่เพียงผู้เดียวเหมือนเดิม แล้วคิดซิว่า เมื่อการชุมนุมจบ แต่การก่อการร้ายยังไม่จบ เพิ่งเริ่มขยายตัว แล้วจะปล่อยให้ตำรวจโดยลำพังปราบผู้ก่อการร้าย &lt;br /&gt; แบบนี้...ยกประเทศให้กบฏทักษิณครองไปเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้ไม่ต้องฆ่า-ต้องเผากันอีก&lt;br /&gt; เพราะคน "ไม่เอาทักษิณ" เขารักสันติอยู่ในที่ตั้ง ไม่กล้าโผล่หัวออกมาแอะอะไรหรอก จริงมั้ย!?&lt;br /&gt; กรุงเทพฯ เคอร์ฟิวเข้าคืนที่ ๓ ผมจะบอกให้ ศอฉ.ทราบ เคอร์ฟิวแล้วสุจริตชนไม่ออกมา-ก็ใช่ แต่โจรมันออก มันขี่มอเตอร์ไซค์คุกคามไปทั่ว ศอฉ.จะแบ่งอำนาจ-แบ่งเวลาครองเมืองกับโจร ๓ ทุ่ม-๖ โมงเช้า "โจรครอง" ๖ โมงเช้า- ๒ ทุ่ม "รัฐบาลครอง" อย่างนี้ไม่ดีแน่ เพราะการปล่อยท้องถนนโล่งว่าง ไม่มีทั้งทหารและตำรวจมาตรวจตรา หรือตั้งด่านตามจุดสำคัญๆ ยามค่ำคืน&lt;br /&gt; ชาวบ้านจะนอนหัวถึงหมอนได้อย่างไร ผมเองยังต้องนอน "กอดปืนใหญ่" เฝ้าโรงพิมพ์ กลัวจะทำลั่นใส่หว่างขาตัวเองจะตายไป!&lt;br /&gt; ดึกดื่นคืนค่ำในเขตเคอร์ฟิว คุณตำรวจไม่อยากพูดถึง ขอให้ ศอฉ.จัดหน่วยทหารนั่งรถขับตระเวนเป็น "สายตรวจ" ตระเวนไปตามถนนต่างๆ ให้ทั่วฝั่งพระนคร และฝั่งธนฯ หน่อยเถอะ ชาวบ้านได้ยินเสียงรถยนต์แทนเสียงมอเตอร์ไซค์จะได้หายใจทั่วท้องหน่อย บางทีตรงไหนชาวบ้านมีเรื่องอะไรจะให้ช่วยเหลือเร่งด่วน จะได้พึ่งพาได้บ้าง&lt;br /&gt; อย่าเพิ่ง "ปล่อยเกาะ" ชาวบ้านเลยครับ ตอนนี้ถ้าไม่มีทหาร ชาวบ้านก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เพราะฝ่ายอื่น พูดไปก็คล้าย "ฝากเนื้อไว้กับสุนัขหิว" ชาวบ้านก็ได้แต่สยิวกันไปเท่านั้น!&lt;br /&gt; ความจริงบ้านเมืองมีหลายเรื่องที่ต้องพูด-ต้องแก้ไขเร่งด่วน แต่ขณะนี้ "เร่งด่วนที่สุด" คือรัฐบาล-ศอฉ.ควรสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนด้วยการปราบโจรก่อการร้าย และอยู่ในถนนให้ประชาชนเห็น ควบคู่ไปกับรัฐบาลฟื้นฟูเมือง ลบภาพบาดตา-สะเทือนใจที่กบฏทักษิณฝากทิ้งไว้เป็นบาดแผลในใจไปอีกนาน...เท่านาน&lt;br /&gt; ผมขอยืนยันว่า บาดแผลบ้านเมืองเวลานี้ จะให้ "การเมืองปกติ" อันมีขบวนการโจรก่อการร้าย "สวมเสื้อนอก" ลอยหน้าปะปนอยู่ในระบบด้วยเป็นฝ่ายรักษากันเอง&lt;br /&gt; บาดทะยักกินประเทศแน่นอน!&lt;br /&gt; ผมขอย้ำ ประชาธิปไตยที่ "คนไทยไม่ได้ออกแบบเอง" ที่ใช้กันมา ๗๘ ปี ไม่ใช่ทางออกของประเทศไทย ถึงเวลาที่คนไทยต้อง "ออกแบบประชาธิปไตย" ใช้กันเอง และคนไทยนั้นต้องไม่ใช่แค่คนรู้ตำรา คนร่างหนังสือเป็นกฎหมายเท่านั้น ส่วนหนึ่งต้องมาจากรัตตัญญูชน ปราชญ์ชาวบ้านแต่ละท้องถิ่น และผู้คนแต่ลักษณะอาชีพ กระทั่งโสเภณีเขาก็คือคน ควรต้องให้มีส่วนร่วม&lt;br /&gt; ลองสังคมทิ้งศีลธรรม-ทิ้งศาสนา ไปยึดทุนและวัตถุเป็นสรณะ ฉิบหาย ไปไม่รอดแน่ และมันก็จะไปสรุปลงที่ "โกงแล้วเอามาแบ่งชาวบ้าน ไม่เป็นไร"!?&lt;br /&gt; ใช่...ไม่เป็นไร แต่มันจัญไรสถานเดียว!?&lt;br /&gt; ระบบรัฐสภาประชาธิปไตยลอกแบบฝรั่ง มันแค่รูปแบบและพิธีกรรม ฝรั่งเขาออกแบบตามลักษณะสังคมของเขา ฝรั่งเขากินอาหารทีละจาน ไม่เห็นว่าจน แต่คนไทยลองกินทีละจาน มีแต่คนว่าจน-เป็นคนข้าวแกง ดังนั้น คนไทยยังเข้าแถวไม่เป็นก็ไม่เป็นไร แต่ต้องยึดให้อยู่ในกรอบ "ศีลธรรมและศาสนา" ไว้&lt;br /&gt; แล้วเราก็จะศิวิไลซ์เป็นเอกลักษณ์ไทย ที่ใครๆ ทั่วโลกอิจฉา ไม่เชื่อลอง!&lt;br /&gt; ตอนนี้เราจำเป็นต้องยึดรูปแบบระบบรัฐสภา ทั้งที่รู้ชัด-เห็นชัดแล้วว่าคนใน "การเมืองระบบสภา" นำประชาชนแตกสามัคคีขยำขยี้ประเทศชาติปี้ป่น แต่นั่นแหละเข้าทำนอง "ใช้พิษล้างพิษ" ต้องคิดวิธีใช้ระบบสภาเป็นเครื่องมือจัดรูปแบบแก้ไขปัญหาสังคมชาติ การเมืองนำการทหาร หรือการทหารนำการเมือง ไม่ใช่ทั้งนั้น วันนี้ "การทหาร-การเมือง" ต้องไปด้วยกัน ก่อนถึงขั้นปฏิรูปใหญ่ "ย้ายส่วนราชการ" ทั้งหมดออกไปสร้างเป็น "เมืองใหม่"&lt;br /&gt; ปล่อยให้กรุงเทพฯ เป็น "เมืองฟ้าอมร" ปลอดการเมือง สำหรับคนไทย และคนทั้งโลกนิรันดร์เถอะครับ.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-100624731205898572?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://thaipost.net/news/220510/22402' title='ปัญหาก่อการร้ายกับ &quot;อำนาจปกติ&quot;'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/100624731205898572/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=100624731205898572&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/100624731205898572'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/100624731205898572'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='ปัญหาก่อการร้ายกับ &quot;อำนาจปกติ&quot;'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-7365589684017526311</id><published>2009-11-02T14:08:00.005+07:00</published><updated>2010-01-22T09:15:47.980+07:00</updated><title type='text'>Quotation</title><content type='html'># Try to learn something about everything and everything about something.&lt;br /&gt;Thomas H. Huxley&lt;br /&gt;English biologist (1825 - 1895)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;# รุดยาร์ด  คิปปลิง  "หลายชาติได้สูญสิ้นไปอย่างไร้ร่องรอย  และประวัติศาสตร์ได้แสดงถึงเหตุผลอันชัดแจ้งเพียงง่ายๆ  และเพียงประการเดียวเท่านั้น  นั่นก็คือ...ชาติเหล่านั้นสูญสลายไปเพราะประชาชนไม่เข้มแข็ง...".&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;# อดีตประธานาธิบดี Theodore Roosevelt “The only man who makes no mistakes is the man who never does anything.”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;# Albert Einstein บอกไว้ว่า “If someone feels that they never made a mistake in their life, then it means they had never tried a new thing in their life”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;# John Burroughs นักเขียนร้อยแก้วเกี่ยวกับธรรมชาติชาวอเมริกันที่บอกว่า “A man can get discouraged many times but he is not a failure until he begins to blame somebody else and stops trying”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;# Billy Lim  “Judge not those who try and fail, judge those to fail to try”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;# Pierre Reverdy กวีเอกชาวฝรั่งเศส (ค.ศ.1889-1960) "there is no love ; there are only proofs of love" (สิ่งที่เรียกว่าความรักนั้นไม่มี จะมีก็แต่สิ่งที่พิสูจน์ความรัก)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-7365589684017526311?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/7365589684017526311/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=7365589684017526311&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7365589684017526311'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7365589684017526311'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2009/11/quotation.html' title='Quotation'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-5096388157096469832</id><published>2009-10-14T09:52:00.000+07:00</published><updated>2009-10-14T09:53:19.400+07:00</updated><title type='text'>พุทธพจน์ 543 BC</title><content type='html'>Thousands of candles can be lighted from a single candle, and the life of the candle will not be shortened. Happiness never decreases by being shared.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-5096388157096469832?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/5096388157096469832/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=5096388157096469832&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/5096388157096469832'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/5096388157096469832'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2009/10/543-bc.html' title='พุทธพจน์ 543 BC'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-1141605987910163351</id><published>2009-07-07T11:02:00.000+07:00</published><updated>2009-07-07T11:03:44.118+07:00</updated><title type='text'>คนไทยเกินครึ่งยอมรับรัฐบาลโกง? พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้</title><content type='html'>ถามจริงๆ เถอะว่า คุณตกใจจริงหรือที่ผลสำรวจออกมาบอกว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยเห็นเรื่องฉ้อฉลโกงกินเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณอาจจะต้อง "ตกใจ" และหลายคนบอกผมว่า "ไม่แปลกใจ" แต่ประการใดทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น พอผลสำรวจของเอแบคโพลล์ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าคนไทยถึงร้อยละ 84.5 เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่อง "ปกติวิสัย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ 51.2 เปอร์เซ็นต์บอกว่าสามารถยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชันได้ ถ้ารัฐบาลนั้นทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้ผมคิดถึงประโยคว่า "เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ" หรือ "The end justifies the means" ของใครคนหนึ่งที่เคยปกครองประเทศชาติขึ้นมาอย่างกะทันหัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนจะเอาความเซ็งสอดรับกับความผิดหวังอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และไม่ต้องสงสัยถ้าหากจะมีคนบอกคุณว่ายังสงสัยอีกหรือว่า ทำไมบ้านเมืองเราจึงมาถึงจุดอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ได้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะ "ค่านิยม" เรื่อง "โกงไม่เป็นไร ขอให้เก่งก็พอ" นี่เองกระมังที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นเกิดต่อหน้าต่อตาของเราอยู่ ณ ขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่าเพิ่งท้อแท้กับชีวิต และผิดหวังกับประเทศชาติเกินไปนัก เพราะการที่ร้อยละ 84 เห็นว่าเรื่องโกงกินเป็นเรื่อง "ปกติวิสัย" นั้น อาจจะไม่ใช่การ "ยอมรับ" ความชั่วร้ายก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบเช่นนั้นอาจจะเป็นเพียงการบอกกล่าวให้รู้ว่า มาตรฐานของบ้านเมืองเป็นเช่นนี้เท่านั้นเอง...และคนที่ตอบเช่นนั้นก็อาจจะมีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะออกมาร่วมต่อสู้พะบู๊กับคนโกงบ้านกินเมืองก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแม้แต่ร้อยละ 51.2 ที่บอกว่า "ยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตได้ หากรัฐบาลนั้นทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง" ก็อาจจะบอกคุณในประโยคต่อจากนั้นก็ได้ว่า "แต่ถ้าเลือกได้ ก็ขอรัฐบาลที่ไม่ทุจริต และทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่พวกเขาแสดงความเห็นที่อาจทำให้คนไทยอีกจำนวนหนึ่งต้องหงุดหงิดงุ่นง่านนั้น อาจจะเป็นเพราะคำถามที่เอแบคโพลล์ตั้งให้เขามีทางเลือกที่จะตอบเพียงเท่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออาจจะเป็นเพราะในขณะที่ตอบคำถามนั้นกำลังเซ็งกับบ้านเมืองที่มีแต่ความขัดแย้งและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้แต่ประการใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงตอบไปอย่างนั้นเพื่อประชดเพื่อนร่วมชาติไปอย่างนั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมพยายามคิดอย่างนั้นอาจจะเพื่อปลอบใจตัวเองและคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่มีความตกอกตกใจกับผลการสำรวจเช่นนี้ เพราะถ้าหากนั่นเป็นการสะท้อนถึง "ค่านิยม" จริง ๆ ของคนไทยวันนี้แล้วไซร้ คงจะทำให้เกิดความหวั่นไหว และท้อแท้ในหมู่คนที่ได้พยายามต่อสู้กับการฉ้อฉลในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะในหมู่ผู้นำทางการเมืองมาตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะหากเป็นเช่นนี้จริง ก็เท่ากับว่าสังคมไทยเริ่มจะยอมรับว่าประเทศเรามีมาตรฐานต่ำกว่าที่เราอยากจะเห็น...และปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงที่จะทำให้ประเทศชาติก้าวไปสู่การเป็นชาติที่ผู้คนมีการศึกษาและจริยธรรมในฐานะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธและยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักสำคัญในการครองตนนั้น ไม่อาจจะตั้งรับกับการโหมกระหน่ำของความชั่ว ความโลภ และความหลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดง่ายๆ คือว่า ถ้าเรายอมรับว่าในสังคมไทยนั้น "คนดีไม่เก่ง และคนเก่งไม่ดี" ก็เท่ากับว่าเรายอมแพ้ต่อความชั่วร้ายอย่างศิโรราบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้เราต้องยอมรับเงื่อนไขของนักการเมืองโกงกินว่า "ถ้าจะให้ฉันทำงานให้คุณ คุณต้องยอมให้ฉันโกง เพราะคนดีคนซื่อที่พวกคุณถามหานั้นเขาทำงานไม่เป็น และทำงานอย่างที่พวกคุณต้องการไม่ได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกนักการเมืองผีกระสือเหล่านี้ต้องการจะให้ประชาชนมองเห็นคนดีเป็นคนเชย ล้าสมัย และทำงานไม่เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเขาทำให้เราเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ สิ้นหวังกับหลักการและอุดมการณ์แห่งจริยธรรมและธรรมาภิบาลถึงจุดหนึ่ง เขาก็เชื่อว่าเราต้องใช้ "บริการ" ของเขาอย่างไม่มีทางเลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยได้ยินประโยคที่ว่า "คุณต้องจ่ายผมมากพอที่จะไม่ให้ผมต้องรีดไถคุณ..." ไหมครับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-1141605987910163351?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20090707/57736/คนไทยเกินครึ่งยอมรับรัฐบาลโกง--พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้.html' title='คนไทยเกินครึ่งยอมรับรัฐบาลโกง? พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/1141605987910163351/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=1141605987910163351&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1141605987910163351'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1141605987910163351'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2009/07/blog-post_07.html' title='คนไทยเกินครึ่งยอมรับรัฐบาลโกง? พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-3067161054376337351</id><published>2009-07-04T10:49:00.000+07:00</published><updated>2009-07-04T10:50:25.052+07:00</updated><title type='text'>จงร่วมกัน “ถวายฎีกา” อันถูกต้องครบถ้วน เพื่อรักษาความยุติธรรม</title><content type='html'>วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:47:48 น.  มติชนออนไลน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงร่วมกัน “ถวายฎีกา” อันถูกต้องครบถ้วน เพื่อรักษาความยุติธรรม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ไทยทน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่กลุ่มบุคคลหนึ่ง อ้างว่าเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ประสงค์จะรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้ประสงค์จะถวายฎีกา จะมีประโยชน์อันใด หากไม่ขอพระราชทานอภัยให้ครบถ้วน มิเช่นนั้น ผู้ลงนามก็อาจร่วมลงนามโดยความไม่รู้ และหากได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ก็อาจจะไม่ครบทุกคดีความ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในจดหมายที่เสนอฎีกา จึงพึงอยู่บนความจริง และความครบถ้วนถูกต้อง เพื่อแสดงความเข้าใจของผู้ลงนามจริงๆ โดยน่าจะเพิ่มสาระว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพระพุทธเจ้า เห็นว่า ความผิดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในกรณีดังต่อไปนี้ สมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1. เมื่อเป็นนายกฯ เพียง 4 เดือน แก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อลดส่วนแบ่งรายได้ภาครัฐสำหรับมือถือระบบพรีเพด จากร้อย]t 25-30 เป็นร้อยละ 20 และต่อมาให้แก้เงื่อนไขให้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม แต่ผลักภาระให้ ทศท. รับทั้งหมด มีการเอื้อประโยชน์บีโอไอดาวเทียม ทั้งๆที่เป็นการซื้อของจากต่างประเทศ ให้บริการในต่างประเทศ บังคับหน่วยงานไทยให้กลับมาเป็นลูกค้า และบริการพม่า โดยให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกฯ ออกเงินให้ แต่แล้วก็จ่ายตรงเข้ากระเป๋ากิจการของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.รัฐธรรมนูญห้ามถือครองหุ้นเกิน 5% โดยเฉพาะ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตห้ามถือหุ้นกิจการสัมปทานผูกขาด เพื่อป้องกันการปกปิดความร่ำรวยผิดปกติ และการใช้อำนาจกำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์กิจการของตน ก็โอนหุ้นไปให้ลูก คนใกล้ชิด และกองทุนแอมเพิลริช วินมาร์ค ฯลฯ แต่ได้ใช้อำนาจกดดันหน่วยงานรัฐ ไม่ให้หาข้อมูล และความจริง ทั้ง ดีเอสไอ  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง. )กลต. สำนักงานอัยการฯ เพื่อปกปิดความผิดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.โอนหุ้นให้ลูกวันที่ 1 กันยายน 2543 เพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่ง แต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เพียง 1 วันก่อนหน้านั้น กลับต้องให้ลูกทำหนังสือตั๋วสัญญาใช้เงิน 4.5 พันล้านบาทให้แม่ไว้ เพื่อเป็นช่องทางคืนประโยชน์ทั้งหมด คือปันผลกลับมาให้แม่  และเงินที่ได้ค่าขายส่วนหนึ่ง ส่งผ่านประไหมสุหรีไปซื้อสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกและชาวไทยว่าท่านเป็นเจ้าของตัวจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. อ้างว่า วินมาร์คเป็นนักลงทุนต่างประเทศ ซื้อหุ้น 5-6 บริษัทของตนและภรรยาไป 1.5 พันล้านบาท อ้างว่า จะรอเข้าตลาดฯ แต่ทุกบริษัท ซื้อที่ราคาพาร์หมดเลย มีบริษัทเดียวที่เข้าตลาดได้ คือ SC ก็ขายไป 3 สัปดาห์ก่อนเข้าตลาด และกองทุนที่ซื้อไป ก็โอนต่อใน 3 สัปดาห์ ให้อีก 2 กองทุนเพื่อเปิดเผย (อย่างปกปิด) กับนักลงทุน โดยทั้ง 3 กองทุนมาเลเซีย มีที่อยู่เดียวกันหมดเลย ซึ่งวินมาร์ค มีเลขที่บัญชี 121751 ที่ ธ. ยูบีเอส ถือหุ้นซึ่งมีสัมปทานรัฐอยู่ด้วย โดยมีท่านเป็นเจ้าของแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.ละเลยหลักการปกครองในหลักการประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรจะซักฟอก จะตั้งกระทู้ถาม ก็ยุบสภาฯทิ้งเสีย ไม่ให้ระบบรัฐสภาทำงานได้ และยังปลอมพรรคการเมืองเพื่อสร้างภาพการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.ไม่เคารพศาล เมื่อศาลสั่งเรียกอ่านผลพิพากษาก็หนีศาล เมื่อถูกพิพากษาให้มีโทษจำคุก ก็หนีคุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.คดีเดินหน้าไป แทนที่จะมาต่อสู้คดีด้วยหลักฐาน และความจริง กลับนำม็อบมาชุมนุม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเสื้อแดงหลงเชื่อโดยกล่าวว่า “วันใดเสียงปืนแตก ก็จะกลับมานำประชาชนด้วยตนเอง” จนกลุ่มคนที่ได้รับการยุยงได้บุกทำลายการประชุมผู้นำอาเซียนนานาชาติจนต้องเลื่อนไป มีการทำร้ายคนไทยกันเองจนเสียชีวิต 2 ศพที่นางเลิ้ง มีการเผารถเมล์สร้างภาพบ้านเมืองวอดวาย การขู่ระเบิดรถแก๊ส ฯลฯ แต่ก่อนเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวก็บินหนีไปต่างประเทศทั้งหมด ปล่อยให้คนเสื้อแดงเผชิญการจลาจลด้วยจนเอง และมอบหมายให้ลูกน้องคอยตามหา “ศพคนเสื้อแดง” เพื่อเคลื่อนไหวต่อ แม้จะไม่มีคนตายจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.บอกกับชาวโลกว่า เมืองไทยไม่มีความยุติธรรมพอเพียง แต่ไม่ชี้แจงหลักฐานโต้แย้งกรณีภรรยาซื้อที่ดินของภาครัฐซึ่งตนมีอำนาจสูงสุดได้ หรือกรณีภรรยาโอนหุ้นจากคนใช้ให้พี่ผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษีได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. อ้างว่าเป็นวีรบุรุษกู้ชาติ เพราะคืนเงินไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด ทั้งๆที่เป็นเงินที่รัฐบาลก่อนหน้า (ปชป) ได้สะสมไว้ หลังจากตอนเข้ามานั้น เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิเหลือเพียง 7 พันล้านเหรียญ จากปรกติที่เคยมีประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญ ทั้งๆที่ LOI ฉบับที่ 1 ลงนามวันที่ 14 สิงหาคม และท่านเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯเองในวันที่ 15 สิงหาคม วันถัดมา และคนแรกที่ส่งมาร่วมรัฐบาลช่วงเข้าสู่วิกฤตคือ นาย ทนง พิทยะ อดีตผู้ดูแลการเงินลูกน้องของตัว เข้ามาดูแลช่วงลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2540 ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. ตามที่นาย เสนาะ เทียนทอง อดีตเลขาธิการ พรรค ทรท. ยุคแรก กล่าวบนเวทีพันธมิตรช่วงต้นปี 2549 ว่า  “เพราะรวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเผาเมืองเพื่อเอาประกัน มีการไตร่ตรองและวางแผนไว้ก่อนทุกขั้นทุกตอน ...วันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กับประธานรัฐสภาที่เพิ่งหมดวาระไปไปหาหัวหน้าจิ๋ว คุยกุ๊กกิ๊กอะไรตนไม่รู้ แล้วในที่สุดให้ นายทนง พิทยะ มาเป็น รมว.คลัง เข้ามาไม่กี่วันก็ลอยตัวค่าเงินบาท จาก 26 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท พี่น้องคนไทยเจ๊งเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ พอเสร็จภารกิจก็ลาออกเลย มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทุบทำลายค่าเงินบาทจนมีเงินซ่อนในกองทุนต่างประเทศมากมาย แต่ชาติล่มจม คนไทยต้องล้มละลายมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ความผิดมากมาย ซ้ำซากเหล่านี้ ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย จึงทูลเกล้าถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ทั้งนี้ก็สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-3067161054376337351?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1246614741&amp;grpid=01&amp;catid=01' title='จงร่วมกัน “ถวายฎีกา” อันถูกต้องครบถ้วน เพื่อรักษาความยุติธรรม'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/3067161054376337351/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=3067161054376337351&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/3067161054376337351'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/3067161054376337351'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='จงร่วมกัน “ถวายฎีกา” อันถูกต้องครบถ้วน เพื่อรักษาความยุติธรรม'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-2092303177422354084</id><published>2009-04-02T16:06:00.001+07:00</published><updated>2009-04-02T16:09:01.311+07:00</updated><title type='text'>มุขห่วย ห่วย -- รักษาประชาธิปไตย</title><content type='html'>อเมริกา : ต้องการรักษาประชาธิปไตยใน อิรัก&lt;br /&gt;ทักษิณ : ต้องการรักษาประชาธิปไตยใน ประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มามุขเดียวกันเลย  ....  น้ำมัน = เงิน = อำนาจ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-2092303177422354084?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/2092303177422354084/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=2092303177422354084&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/2092303177422354084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/2092303177422354084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='มุขห่วย ห่วย -- รักษาประชาธิปไตย'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-6723861050863033488</id><published>2008-12-27T07:36:00.000+07:00</published><updated>2008-12-27T07:37:39.234+07:00</updated><title type='text'>ทักษิณ vs สนธิ - จำลอง : มันคนละชั้น</title><content type='html'>โดย ไทยทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่น่าเชื่อว่า อดีตผู้นำเรา ถึงกับลืมฐานะที่ท่านเคยเป็นถึง “นายกรัฐมนตรี” ไทย ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย แต่&lt;br /&gt;...ไม่ยอมตอบคำถาม และการซักฟอก ของผู้แทนราษฎรในระบบรัฐสภา&lt;br /&gt;...ไม่ยอมชี้แจงต่อศาลในคดีต่างๆ&lt;br /&gt;...ไม่ยอมรับผลการพิพากษา โดยไม่ชี้แจงโต้แย้ง แต่ส่งจดหมายไปทั่วโลกประณามแผ่นดินแม่ และโฟนอินเข้ามาสร้างความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวไทยด้วยความเท็จ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ล่าสุด นอกจากมีคุณค่าเพียง “นักโทษชายหนีคุก” แล้ว ก็ยังเริ่มทำบทบาทใหม่ คือ “ผู้นำม็อบผ่านการโฟนอิน” เทียบชั้นผู้นำมวลชนอย่างเช่น สนธิ-จำลอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่เป็นการเปรียบคู่ชกที่ไม่เหมาะสมนัก เพราะต้องถือว่า “มันคนละชั้น” ดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1. พันธมิตรฯ มาด้วยความเสียสละตัวเพื่อชาติ แต่ม็อบทักษิณเสียสละชาติเพื่อตัว พันธมิตรฯแทบทุกคนยินดีควักกระเป๋า ช่วยกัน คนละร้อย-พัน-หมื่น-แสน จนถือว่าบรรลุความสำเร็จล้างอำนาจมืดไปได้ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรส่วนตัว แต่ได้ภาคภูมิใจยิ่งที่ทำให้แผ่นดินพ้นอำนาจมืด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ม็อบทักษิณ มาเพียงเป็นกระบวนการหนึ่งของการยึดถือเป็นเจ้าของประเทศ ระบอบทักษิณใช้ทุกวิถีทางในการเอาการเมืองของประเทศเป็นเครื่องมือหากินด้วยการทุจริต ซื้อเสียง ปลอมพรรค ปลอมสมาชิก ใช้สื่อด้านเดียว ไม่ให้เกียรติสภา ไม่ให้สภาทำงานด้านการตรวจสอบ ใช้อำนาจครอบองค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐ และล่าสุด ใช้ความแตกแยกของประชาชน และ จัดตั้งม็อบสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อให้ผู้คนมองข้ามคดีของตนไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยุครัฐบาลทักษิณ ก็มีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ในกิจการโทรคมนาคม ทำให้ชาติเสียประโยชน์นับแสนล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ถึงขั้นยึดทรัพย์กว่า 7 หมื่นล้านบาท และกรณีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งถูกพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้วว่าต้องโทษจำคุก 2 ปี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยุครัฐบาลโนมินีทักษิณ ก็มีการใช้อำนาจปกปิดคดี โยกย้ายดีเอสไอ อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นทั้งๆที่เป็นผู้เปิดโปงความจริงว่า ท่านและภรรยา ซื้อหุ้น SC ผ่านกองทุนที่ปกปิด&lt;br /&gt;ยุคเปลี่ยนขั้ว ท่านก็จัดตั้งกองกำลังม็อบส่วนตัว เพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อยังคงยึดชาติและอำนาจรัฐไว้เป็นสมบัติตัวหรืออย่างไร ? ประชาธิปไตยไทยเป็นเพียงหนทางทางธุรกิจเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด ?&lt;br /&gt;2.        พันธมิตรฯ ใช้ข้อมูล “ความจริง” ในคดีที่ “มีสาระ” แต่ท่าน ใช้ “ความเท็จ” อย่าง “ไร้สาระ” ไม่ว่าจะเป็นการที่พันธมิตรฯรวบรวมความไม่ชอบธรรมในคดีต่างๆ เช่น ซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง สุวรรณภูมิ ไทยแอร์เอเชีย โทรคมนาคม ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซีแอสเสท ฯลฯ เรื่องทุจริต เป็นเรื่องจริง หลักฐานชัด ระดับพันล้านบาท หมื่นล้านบาท ถึงแสนล้านบาท&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่พลพรรคผู้นำม็อบทักษิณเริ่มออกอาการ ใช้ความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีได้ทุกเรื่อง โครงการแรก วันแรก เช่น SMS จากนายกฯของท่าน ช่วยกันเสนอความเห็นผ่าน SMS ซึ่งสร้างสรรค์ และเป็นธรรม กลับถูกกล่าวหาว่าขู่เข็ญเอกชน พร้อมๆกับกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ !! แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องสมประโยชน์ ประชาชนผู้รับสาส์น ส่วนใหญ่ก็รู้สึกดีที่ได้รับสาส์นจากนายกฯคนใหม่ และมีช่องทางสื่อถึงนายกฯ ภาครัฐได้สื่อสารและเปิดทางรับความเห็นจากประชาชน เอกชนได้ส่งสาส์น ได้ภาพลักษณ์ และได้รายได้ตอบแทนบ้าง โดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญใครๆทั้งสิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ม็อบทักษิณออกอาการใช้ “ความเท็จ” สร้างความปั่นป่วน มักกล่าวอ้าง “ต่อต้านรัฐประหาร” แม้กระทั่ง รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็เป็นสุภาพบุรุษผู้เสียสละ อยู่เพียงชั่วคราว แล้วก็จัดการเลือกตั้งโดยภายในประมาณปีเดียว และได้เปลี่ยนเป็นรัฐบาลโนมินีของท่านมาถึง 2 รัฐบาล และแม้ช่วงที่ผู้ครองอำนาจรัฐคือน้องเขยของท่านเอง ก็ยังหาเรื่องรณรงค์ต่อต้านการรัฐประหาร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นที่สังเกตว่า การประท้วง การกล่าวอ้าง “ต้านรัฐประหาร” การจัดม็อบสร้างความวุ่นวาย ดูเหมือนไม่สอดรับกับการเคลื่อนไหวรัฐประหาร แต่มักจะสอดคล้องกับเวลาที่คดีความกำลังชี้ความผิดถึงตัว และมีการใช้การให้สินบนอย่างไม่สำเร็จ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ซึ่งผู้คนก็ไม่ศรัทธาที่ท่านอ้างการเป็นตัวแทนประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ เพราะท่านเองมีพื้นฐานที่สนใจอุดมการณ์เรื่องนี้จริงหรือ ? ท่านไปใกล้ชิดกับ รสช. ช่วงประมูลดาวเทียม ด้วยเหตุใด ? คณะรัฐประหารชุดนั้น ได้ช่วยให้ท่านได้สัมปทานดาวเทียมหรือไม่ ? ช่วยให้ท่านได้เงื่อนไขสัมปทานที่ดีขึ้นหรือไม่ ? เมื่อท่านขายหุ้นให้เทมาเส็ก กำลังถูกอภิปรายถึงการไม่เสียภาษีให้ถูกต้องนับหมื่นล้านบาท ท่านก็ไปขอคำปรึกษาอดีตคณะผู้ทำรัฐประหาร ท่านสุจินดา และเลือก “ยุบสภาฯ” ไม่ให้สภาฯได้ทำงานตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำนั้นใช่หรือไม่ ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ล่าสุด ผู้นำม็อบทักษิณ ก็กล่าวหาท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า “หนีทหาร” ทั้งๆที่การเรียน ร.ด. หรือ การรับราชการทหาร ก็มีผลให้ไม่ต้องเกณฑ์ทหารได้เหมือนกัน ซึ่งก็อธิบายไปแล้วหลายรอบ ท่านก็ไม่ฟัง และหาโอกาสกล่าวหาอย่างใส่ร้ายป้ายสีต่อไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เราจะเห็นการที่ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ตอบโต้ต่อ “คำถาม” ถึงตัวท่าน ด้วยอาวุธที่ฉกาจที่สุด คือ “หลักฐาน” และ “ความจริง” ทำให้เป็นที่ยอมรับ เป็นธรรม และสร้างความสงบสันติในบ้านเมือง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ซึ่งก็ไม่ได้น่ายกย่องเป็นพิเศษแต่อย่างใด เพราะก็เป็นมาตรฐานประชาธิปไตยในอารยประเทศ โดยผู้นำอารยชนอยู่แล้ว ผู้นำสหรัฐอเมริกา ผู้นำอังกฤษ ก็ต้องพร้อมตอบคำถามถึงตัวท่านในสภาของผู้แทนฯ เช่นกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ท่านกลับใช้ “ความเท็จ” “การปกปิด” และ “การคุมสื่อให้สื่อความข้างเดียว” หนีการตอบ “ความจริง” ทำให้เกิดความกดดันในสังคม จากความไม่เป็นธรรมวางตัวเหนือกฎหมายของท่าน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไทยทนเชื่อว่า แทนที่ท่านจะเลือก ใช้วิธีหาทางสร้างความวุ่นวายกลบเกลื่อนคดีของท่านต่อไป ท่านเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธที่ฉกาจที่สุด คือ “ความจริง” ในการต่อสู้กับ “ปัญหา” และ “คำถาม” ที่ตรวจสอบความสุจริตของท่าน ไทยทนก็เชื่อว่า ท่านจะชนะทุกปัญหา และเป็นผู้นำระดับ “รัฐบุรุษ” ของไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ดังตัวอย่างคำถามสำคัญๆ สัก 5 ข้อดังต่อไปนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1.ตามที่ท่านกับหญิงอ้อ โอนหุ้นให้ลูกมูลค่า 734 ล้านบาท ในวันที่ 1 กันยายน 2543 แต่ 1 วันก่อนหน้านั้น ในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 พานทองแท้ ต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 4,500 ล้านบาท ให้แม่เพิ่มด้วย “จริงหรือไม่ ?” เป็น “ค่าอะไร” เพราะตั๋วนี้ เป็นเครื่องมือในการโอนประโยชน์กลับไปให้แม่ทั้งหมด และแสดงว่าเป็นการถือหุ้นแทน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. ท่านและหญิงอ้อขายหุ้น 5-6 บริษัทให้วินมาร์ค ในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ทุกบริษัทที่ราคาพาร์ใช่หรือไม่ ? ทำไมจึงเป็นราคาเหมาเข่งที่ราคาพาร์ทุกบริษัท ? เกือบ 10 ปีแล้ว ท่านก็ยังคงไม่ตอบ อย่างกรณีผู้ซื้ออิสระอย่างเทมาเส็ก ยังต้องต่อรองละเอียด หลักสลึงเป็น 49.25 บาท ทำไมกรณีวินมาร์ค จึงเป็นราคาพาร์ ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3. หลังพานทองแท้ พินทองทา บรรณพจน์ และยิ่งลักษณ์ขายหุ้นแล้ว ตามข่าว มีการโอนเงินไป ประไหมสุหรี เพื่อส่งเงินไปซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่ไม่เห็นชื่อ นาย บรรณพจน์ หรือ พานทองแท้เป็นผู้ซื้อเลย มีแต่ชื่อท่าน แสดงว่า ท่านให้คนใกล้ชิดถือ เฉพาะเมื่อต้องรับตำแหน่ง เพื่อเลี่ยงรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อลงจากตำแหน่งแล้ว ก็เผยโฉมด้วยการจ่ายเงินคืนท่านใช่หรือไม่ ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;4. ก่อนท่านเป็นนายกฯ สัมปทานที่ท่านมี เป็นแบบ Build-Transfer-Operate (BTO) ซึ่งมีอายุสัมปทานจำกัด เมื่อครบอายุต้องโอนคืนให้ ทศท. ใช่หรือไม่ ? หลังท่านเป็นนายกฯ เครือข่ายโทรศัพท์ของท่าน จะต้องคืนให้ภาครัฐหรือไม่ ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;5.ก่อนท่านเป็นนายกฯ อัตราแบ่งรายได้ พรีเพด คือ 25-30% และหลังท่านเป็นนายกฯ เปลี่ยนเป็น 20% เท่านั้น ใช่หรือไม่ ? นโยบายกิจการโทรคมนาคมที่ท่านดูแล จะต้องให้ไม่มีความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยต้องให้ท่านได้เปรียบตลอดไปหรือไม่ ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่มีอะไรชนะ “ความจริง” ไปได้ ไทยทนจึงขอให้กำลังใจท่านครับ แทนที่ท่านจะลงทุนทำ “ม็อบจัดตั้ง” สร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง วิธีดีที่สุดที่ท่านจะคืนศักดิ์ศรี จาก “นักโทษชายหนีคุก” กลับสู่ระดับ “ผู้นำชาติ” หรือ “รัฐบุรุษ” อย่างที่ท่านคาดหวัง คือการต่อสู้ด้วย “ความจริง” ครับ อย่าจัดตั้งม็อบแข่งกับ สนธิ-จำลองเลย มันคนละชั้นครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-6723861050863033488?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1230306238&amp;grpid=01&amp;catid=01' title='ทักษิณ vs สนธิ - จำลอง : มันคนละชั้น'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/6723861050863033488/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=6723861050863033488&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6723861050863033488'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6723861050863033488'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/12/vs.html' title='ทักษิณ vs สนธิ - จำลอง : มันคนละชั้น'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-6108578367500585143</id><published>2008-11-20T07:57:00.000+07:00</published><updated>2008-11-20T07:58:13.417+07:00</updated><title type='text'>ช่วยกัน</title><content type='html'>All that is needed for evil to succeed is that decent human beings do nothing. (Edmund Burke – 18th century philosophy)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The world is a dangerous place to live; not because of the people who are evil, but because of the people who don't do anything about it. (Albert Einstein)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่สามารถทำให้คนทุกคนดีได้หมด แต่เราควรสนับสนุนคนดีให้ได้มีโอกาสปกครองบ้านเมือง ป้องกันไม่ให้คนชั่วเข้ามามีอำนาจ (พระราชดำรัส)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-6108578367500585143?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/6108578367500585143/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=6108578367500585143&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6108578367500585143'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6108578367500585143'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/11/blog-post_3381.html' title='ช่วยกัน'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-1405971043409852478</id><published>2008-11-20T07:46:00.000+07:00</published><updated>2008-11-20T07:49:12.021+07:00</updated><title type='text'>สัพพะปาปะสะ อะกะระณัง</title><content type='html'>ส่วนสันติอโศก และ กองทัพธรรม นั้น ตาม Wikipedia ก็ได้กล่าวถึงสังคมสันติอโศกเอาไว้ละเอียดแล้ว ถึงแม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยมากมาย แต่นั่นก็เป็นธรรมดาของโลก คนชอบก็ว่าดี คนเกลียดก็ว่าเลว ถ้าสมมุติ สมมุตินะครับ ไม่ได้กล่าวว่าเป็นเรื่องจริง ถ้าสมมุติว่าสันติอโศกเลวจริงตามบทความใน Wikipedia นั่น ก็เหมือนการตัดสินว่า อุจจาระนั้นเป็นของเลวจริง ไม่ควรนำมาอุปโภคหรือบริโภค แต่ผู้มีปัญญา สามารถนำอุจจาระไปทำปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเพ็ชรพลอยต่างๆ ดังนั้น อะไรจะดีจะเลว จะผิดจะถูก ฯลฯ ประโยชน์ย่อมมีทั้งนั้นแก่ผู้มีปัญญา ถ้าสังคมเขานับว่าเพ็ชรพลอยเป็นของดี เป็นของมีค่า คนเขลาที่กำลังปลูกต้นไม้ เอาเพ็ชรพลอยมาทำปุ๋ย จำนวนมากเท่าไหร่ ก็ไม่สู้ขี้ควายได้ ฉันใดฉันนั้น ส่วนหนึ่งของสันติอโศกชี้ทางให้คนเลิกทำบาป แนะนำให้คนมีปัญญาในการสร้างบุญกุศล และสอนให้คนฝึกจิตใจให้มีสติ มีความสงบ ซึ่งไปพ้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า สัพพะปาปะสะ อะกะระณัง กุศะละสูปะสัมปะทา สจิตตะปริโยทะปะนัง เอตังพุทธานะศาสะนัง แปลว่า การไม่ทำชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญกุศลคือความฉลาดในบุญ ๑ การทำจิตให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระจันทร์ท่านสอนให้เลิกทำบาป แทนที่จะสอนเหมือนพระดีๆทั่วๆไปที่สอนให้ทำบุญ อันไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไปพ้องกับคำสอนของหลวงพ่อชาที่ว่า การสอนให้คนทำบุญนั้น ดี แต่ดีแบบเป็นศาสนาของเด็กน้อย ใครๆก็ทำได้ การทำบุญนั้นคนธรรมดาก็ทำได้ คนดีก็ทำได้ คนเลวก็ทำได้ โจรก็ทำได้ ฆาตกรก็ทำได้ ทักษิณก็ทำได้ ทักษิณทำบุญ 108 วัดก็ได้ แต่การไม่ทำบาป สัพพะปาปะสะ อะกะระณัง โจรทำไม่ได้ ทักษิณก็ทำไม่ได้ ศาสนาพุทธของเราจึงไม่ใช่ศาสนาเด็กน้อย ไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้คนทำบุญ แต่สอนให้คนไม่ทำบาป ไม่แสวงหาความสุขหรือสวรรค์สมบัติ แต่แสวงหาความพ้นทุกข์หรืออริยะสมบัติ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ด้วยในพระจันทร์และสันติอโศก หวังว่าพวกเราคงจะใช้ปัญญาเห็นประโยชน์ที่แท้จริงในพระธรรมเทศนาของพระจันทร์ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-1405971043409852478?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/1405971043409852478/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=1405971043409852478&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1405971043409852478'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1405971043409852478'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/11/blog-post_20.html' title='สัพพะปาปะสะ อะกะระณัง'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-8078554298943897546</id><published>2008-11-12T08:10:00.000+07:00</published><updated>2008-11-12T08:11:45.462+07:00</updated><title type='text'>ความสุขอยู่ที่ความไม่ทุกข์ต่างหาก</title><content type='html'>ความสุขอยู่ที่ความไม่ทุกข์ต่างหาก สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ในกามภพ ในรูปภพ หรือในอรูปภพ ไม่สามารถมีความสุขได้ถ้าไม่มีความทุกข์ก่อน พอทุกข์นั้นดับ ก็มีอุปปาทานว่าเป็นสุข เช่นทุกข์เพราะยืนนานจนเมื่อย พอได้นั่งลงก็นึกว่าเป็นสุข ตามจริงทุกข์เมื่อยมันดับต่างหาก ไม่มีสุขที่แท้จริงเลย ถ้านั่งแล้วสุขจริง ก็ต้องไม่เลิกนั่ง นั่งตลอดไปเลย ดังนั้น คนโง่ที่ปรารถนาสุข จึงแหวกว่ายอยู่ในกองทุกข์ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา การแสวงหาความสุข เป็นการแสวงหาความทุกข์นั่นเอง ความสุขที่แท้จริงคือความไม่ทุกข์ และ ศีล สมาธิ และปัญญา คือ ทาง ที่จะนำไปสู่ความไม่ทุกข์นั้น แต่จะปฏิบัติเข้าสู่ ทาง ได้ ต้องอาศัย บารมี ที่สั่งสมมาด้วยปัญญา เริ่มด้วยการได้อัตภาพมนุษย์ที่ไม่มีโรคในกาลที่มีพระศาสนา อโรคยา ปรมา ลาภา การได้สดับพระธรรมและปฏิบัติตามจนเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง มีความพอใจในสภาวะที่เป็นอยู่ สันตุฏฐี ปรมัง ธนัง ไม่แสวงหาทรัพย์อย่างอื่น ทำบุญเอาไว้ดีแล้ว และได้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร วิสาสา ปรมา ญาติ ซึ่งเมื่อประกอบกับ ศีล สมาธิ และปัญญา แล้ว ก็จะได้รับรสความสุขที่แท้จริง ความสุขที่เกิดจากการที่ทุกข์ดับ นิพพานัง ปรมัง สุขขัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Health is the greatest gain&lt;br /&gt;Contentment is the greatest wealth&lt;br /&gt;A trustworthy friend is the best of kin&lt;br /&gt;Unconditioned freedom is the highest bliss&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;UNCLE CHALOKE&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-8078554298943897546?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/8078554298943897546/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=8078554298943897546&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8078554298943897546'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8078554298943897546'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='ความสุขอยู่ที่ความไม่ทุกข์ต่างหาก'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-8054415595090500051</id><published>2008-09-10T10:57:00.000+07:00</published><updated>2008-09-10T10:58:28.259+07:00</updated><title type='text'>ทำไมคนชั่วจึงไม่กลัวกฎหมาย...</title><content type='html'>โดยดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อย่าให้คนชั่วมีอำนาจ”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุ 10 ประการ ที่ทำให้คนชั่วไม่กลัวกฎหมาย ...&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1.  เขาเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำผิด (เพราะเขา ไม่รู้ดี-ชั่วกระมัง ?)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.แม้ว่าเขารู้ว่าเขาทำผิด  แต่คงหาหลักฐานมัดไม่ได้  (ถ้ามีก็ทำลายเสีย)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3.แม้หาหลักฐานมัดได้ตำรวจคงไม่กล้าจับ (เพราะมีอำนาจเหนือตำรวจ)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;4.  แม้ถูกตำรวจจับก็คงใช้อิทธิพลย้ายจากหน้าที่ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;5.  แม้ใช้อิทธิพลย้ายจากหน้าที่ไม่ได้  อัยการก็อาจสั่งไม่ฟ้อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;6.  แม้อัยการสั่งฟ้อง  ศาลก็คงจะไม่ลงโทษ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;7.  แม้ศาลลงโทษ  ก็คงรอการลงโทษ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;8.  แม้ศาลไม่รอการลงโทษ  ก็จะไม่ติดคุก  (ไปอยู่เกาะกง)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;9.  แม้ติดคุกก็คงอยู่ได้สบาย  (เพราะมีเงินจ่าย)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;10.  แม้หากทุกอย่างตรงไปตรงมาเห็นท่าไม่รอดแน่.....&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ก็ แก้รัฐธรรมนูญ ... แก้กฎหมาย...ใช้ ม็อบกดดัน ผู้ร้ายจึงดื้อยา  กล้าแข็งขึ้นทุกวัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คนทำชั่วที่รู้ว่าชั่ว ยังพอกลับตัวได้  แต่คนที่ทำชั่วโดยไม่รู้ว่าชั่วนั้นเขาจะทำชั่วตลอดไป&lt;br /&gt;-------------------------------&lt;br /&gt;ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต  (สาขากฎหมายอาญา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เนติบัณฑิตไทย, LL.M. (University of Pennsylvania), ประกาศนียบัตรชั้นสูงทางกฎหมายอาญา (D.E.A. de sciences criminelles), ปริญญาเอกเกียรตินิยมทางกฎหมายอาญา (l’ Université de Nancy 2); Doctorat en droit pénal, mention très honorables (l’ Université de Nancy 2),  รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-8054415595090500051?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1221010910&amp;grpid=01&amp;catid=42' title='ทำไมคนชั่วจึงไม่กลัวกฎหมาย...'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/8054415595090500051/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=8054415595090500051&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8054415595090500051'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8054415595090500051'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='ทำไมคนชั่วจึงไม่กลัวกฎหมาย...'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-6095152116528311683</id><published>2008-07-16T13:38:00.000+07:00</published><updated>2008-07-16T13:39:42.339+07:00</updated><title type='text'>วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (แบบคร่าวๆ)</title><content type='html'>มี เพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาลแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (คร่าวๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้&lt;br /&gt;เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร  เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิงอิง ยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนๆ ช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น อัมพฤกษ์หรืออัมพาต&lt;br /&gt;แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีวินิจฉัยอาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ&lt;br /&gt;สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง&lt;br /&gt;แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ&lt;br /&gt;ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้&lt;br /&gt;โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;S:(smile) -&gt; ให้ผู้ป่วยยิ้ม&lt;br /&gt;T:(talk)   -&gt;ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง&lt;br /&gt;R:(raise) -&gt; ให้ผู้ป่วย(ยก)ชูแขนสองข้างขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก&lt;br /&gt;ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ! อาการอันตราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 119&lt;br /&gt;และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดส่งข้อความนี้ต่อให้เพื่อนๆ ของท่านทราบด้วยอย่างน้อยสัก 10 คน&lt;br /&gt;เพื่อเป็นความรู้ที่อาจช่วยชีวิตผู้อื่นได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-6095152116528311683?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=39713' title='วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (แบบคร่าวๆ)'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/6095152116528311683/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=6095152116528311683&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6095152116528311683'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6095152116528311683'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (แบบคร่าวๆ)'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-5404833970611562018</id><published>2008-04-19T12:37:00.001+07:00</published><updated>2008-04-19T12:40:29.836+07:00</updated><title type='text'>King of King</title><content type='html'>เรื่องของ ในหลวง ที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้&lt;br /&gt;1.ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.&lt;br /&gt;2.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์&lt;br /&gt;3.พระนาม 'ภูมิพล' ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7&lt;br /&gt;4.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช&lt;br /&gt;5.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก&lt;br /&gt;6.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า 'H.H Bhummibol Mahidol'หมายเลขประจำตัว 449&lt;br /&gt;7.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า 'แม่'&lt;br /&gt;8.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง&lt;br /&gt;9.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม&lt;br /&gt;10.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต&lt;br /&gt;11.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า'บ๊อบบี้'&lt;br /&gt;12.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ&lt;br /&gt;13.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรองว่า 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว&lt;br /&gt;14.ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์นั้นระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ&lt;br /&gt;15.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก 'การให้' โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า 'กระป๋องคนจน' เอาไว้ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก 'เก็บภาษี' หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน&lt;br /&gt;16.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า 'ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน'&lt;br /&gt;17.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา&lt;br /&gt;18.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง&lt;br /&gt;พระอัจฉริยภาพ&lt;br /&gt;19.พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก 'การเล่น' สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐาน ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง&lt;br /&gt;20.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์&lt;br /&gt;21.ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)&lt;br /&gt;22.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้&lt;br /&gt;23.ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส&lt;br /&gt;24.ทรงพระราชนิพนธ์พลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ 'แสงเทียน' จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง&lt;br /&gt;25.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง 'เราสู้'&lt;br /&gt;26. รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5&lt;br /&gt;27. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย&lt;br /&gt;28. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง 'นายอินทร์' และ 'ติโต' ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์ แต่ 'พระมหาชนก' ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;29. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น'กีฬาซีเกมส์') ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510&lt;br /&gt;30. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน&lt;br /&gt;31. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ 'กังหันชัยพัฒนา' เมื่อปี 2536&lt;br /&gt;33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว&lt;br /&gt;34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง&lt;br /&gt;เรื่องส่วนพระองค์&lt;br /&gt;35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร&lt;br /&gt;36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า'น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง&lt;br /&gt;37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท&lt;br /&gt;37. หลังอภิเษกสมรส ทรง'ฮันนีมูน'ที่หัวหิน&lt;br /&gt;38. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน&lt;br /&gt;39. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช&lt;br /&gt;40. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น&lt;br /&gt;41. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา&lt;br /&gt;42. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ&lt;br /&gt;43. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม&lt;br /&gt;44. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง&lt;br /&gt;งานของในหลวง&lt;br /&gt;45. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ&lt;br /&gt;46. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ&lt;br /&gt;47.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน&lt;br /&gt;48. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน&lt;br /&gt;49. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน&lt;br /&gt;50. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้&lt;br /&gt;51. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด&lt;br /&gt;52. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า 'ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ&lt;br /&gt;53. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน&lt;br /&gt;ของทรงโปรด&lt;br /&gt;54. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา&lt;br /&gt;55. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย&lt;br /&gt;56. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก&lt;br /&gt;57. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง&lt;br /&gt;58. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง&lt;br /&gt;59. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก&lt;br /&gt;60. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที ่ จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง&lt;br /&gt;61. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก&lt;br /&gt;62. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว&lt;br /&gt;63. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ&lt;br /&gt;64. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว&lt;br /&gt;รู้หรือไม่ ?&lt;br /&gt;65. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า 'นายหลวง' ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง&lt;br /&gt;66. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน&lt;br /&gt;67. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า 'ทำราชการ'&lt;br /&gt;68. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี&lt;br /&gt;69. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า'อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก'&lt;br /&gt;70. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด&lt;br /&gt;71. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี&lt;br /&gt;72. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์&lt;br /&gt;73. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน&lt;br /&gt;74. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน&lt;br /&gt;75. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง&lt;br /&gt;76. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง&lt;br /&gt;77. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด&lt;br /&gt;ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระเกษมสำราญ มีพระพลานมัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีพระชนม์ยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ. ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-5404833970611562018?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/5404833970611562018/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=5404833970611562018&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/5404833970611562018'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/5404833970611562018'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2008/04/king-of-king.html' title='King of King'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-9139351075144435752</id><published>2007-12-14T08:07:00.000+07:00</published><updated>2007-12-14T08:08:24.193+07:00</updated><title type='text'>ประชานิยมสามานย์</title><content type='html'>"เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ ขาดความรู้ แปลประชาธิปไตยว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนส่วนหนึ่ง (ส่วนใหญ่) เป็นผู้ด้อยความรู้และไม่มีศีล ประชาชนเป็นใหญ่ก็ (ขอโทษที่ใช้คำหยาบ) ฉิบหาย เท่านั้นเอง ประชาธิปไตยต้องแปลให้ถูกว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ การเลือกตั้งในขณะที่ประชาชนยังไม่มีความรู้ ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ใครหน้าด้านหลอกลวงประชาชนที่ด้อยโอกาสได้ ก็ได้อำนาจเข้ามาโกงชาติโกงแผ่นดิน แต่มันสายไปเสียแล้ว นักการเมืองสารเลวที่สร้างความร่ำรวยจากความฉิบหายของประเทศชาติ มันเห็นทางเสียแล้ว เราก็ต้องเลือกตั้งกันต่อไป ประเทศชาติก็ต้องฉิบหายต่อไป ถือเสียว่าเป็นกรรมของประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเอาประชาชนเป็นใหญ่ ก็หาทางซื้อประชาชนที่ไม่ฉลาดด้วยเทคนิคการตลาด ประชาชนของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน มีการศึกษาน้อย มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารน้อยมาก ผู้แทนภาคอีสานที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยวิธีหน้าด้าน จึงเป็นผู้มีอิทธิพลในการจัดตั้งรัฐบาลเสมอ แต่ประเทศนี้เป็นของเขา คือเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เราเป็นเพียงผู้เข้ามาอาศัย ได้แต่พิจารณาดูแล้วสงสาร แต่ก็ต้องวางอุเบกขา เพราะเป็นวิบากกรรมของเขาโดยแท้ หน้าที่ของเราก็คือการมีสติ ไม่ทำชั่วทั้งปวง และทำหน้าที่ของเราให้ครบถ้วน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีซื้อประชาชนที่ไม่ฉลาด ก็ทำได้ง่ายด้วยการใช้นโยบายประชานิยมสามานย์ หลอกเอาเงินภาษีอากรของประชาชนไปแจกจ่ายประชาชน เพื่อให้เกิดข่าวโฆษณาตัวเอง ความเสียหายก็ปิดบังเอาไว้ ไม่พูดถึง ประชาชนไม่มีความรู้ก็หลงเชื่อ เลือกคนสารเลวเหล่านี้เข้าไปปล้นชาติปล้นแผ่นดิน กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเสียหาย ประชาชนทั้งประเทศต้องยากจนเพื่อให้คนสารเลวไม่กี่คน ขายชาติขายแผ่นดินเอาเงินไปไว้เมืองนอก โลกนี้ไม่เป็นอย่างอื่น โลกนี้เป็นอย่างนี้ และจะเป็นอย่างนี้ต่อไป เพราะโลกนี้อยู่ได้ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาโดยแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ประเทศที่เจริญแล้วอย่าง America ก็เป็นอย่างนี้ ใครชนะเลือกตัี้งก็ได้โอกาสเข้ามาบริหารเงินจำนวนมหาศาล ใครที่ได้คะแนนประชานิยมมากก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามามาก นโยบายประชานิยมของ America ก็คือนโยบายการขอยืม Wealth ในอนาคต นำมาใช้ในวันนี้ แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน นโยบายนี้ถูกใจประชาชนมาก เพราะมีเงินเพิ่มขึ้น ความเสียหายจะตกอยู่กับคนอื่นในอนาคต ไม่มีใครสนใจ กิเลสตัณหาเข้าครอบงำทำให้หูหนวกตาบอด ขอให้วันนี้ได้ใช้เงินอย่างเดียว ลูกหลานจะฉิบหายอย่างไรช่างมัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัดนี้ผลแห่งกรรมกำลังตามสนอง นโยบายประชานิยมสามานย์ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ได้เงินเพิ่มขึ้นมาในวันนี้ จะได้มาด้วยวิธีอย่างไร ผิดถูกชั่วช้าเลวทรามแค่ไหน ไม่พิจารณา ขออย่างเดียวให้ได้เงิน America ทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรณ์ของประเทศอื่นไปทั่วโลก ประชาชนต้องตายไปหลายล้านคน ทหาร American เองก็ต้องสังเวยชีวิต เพียงเพื่อให้ระบอบการเมืองทุนนิยมสามานย์สามารถหลอกลวงประชาชนต่อไปได้อีก ด้วยการป้อนประชานิยมสามานย์ ที่เปรียบเสมือนขนมหวานที่สอดใส้ด้วยยาพิษ ให้ประชาชนกินทุกวัน ประเทศ America ในทศวรรษนี้ ใช้เงินกันอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนในประเทศเป็นหนี้หมด แม้แต่ประเทศก็เป็นหนี้ในรูปของการขาดดุลย์ทางการค้าจำนวนมหาศาล ประชาชนกู้ยืมเงินได้มากขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น American เป็นประเทศที่เป็นหนี้สูงที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทำลายทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ในที่สุดระบอบประชานิยมสามานย์ก็ทำลายสิ่งสุดท้าย คือทำลายตัวของมันเอง ปัญหา sub-prime ของ America ที่ทำให้เศรษฐกิจของทั้งโลกปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้ เพิ่มความเลวร้ายขึ้นทุกวัน และจะเลวร้ายเพิ่มขึ้นอีก รัฐบาลแก้ปัญหาที่เกิดจากความเสียหายของระบอบประชานิยมสามานย์ ด้วยระบอบประชานิยมสามานย์ (กว่า) คือด้วยการลดดอกเบี้ย ทำลายค่าเงินสกุล Dollar ของทั้งชาติให้ตกต่ำลง คน American ทั้งประเทศต้องยากจนลง เพียงเพื่อความอยู่รอดของพรรคการเมือง นโยบายนี้พอจะมีผลในระยะแรก แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครเขาคบด้วย เมื่อวานนี้ Federal Reserve ของ America ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เหลือ 4.25% แต่หุ้นของ America กลับตกลง across the board&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-9139351075144435752?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/9139351075144435752/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=9139351075144435752&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/9139351075144435752'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/9139351075144435752'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/12/blog-post_6515.html' title='ประชานิยมสามานย์'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-6967507722495846643</id><published>2007-12-14T08:03:00.000+07:00</published><updated>2007-12-14T08:06:10.734+07:00</updated><title type='text'>การสวดมนต</title><content type='html'>Wachiraporn C &lt;XXXXX@yahoo.com&gt; wrote:&lt;br /&gt;สวัสดีค่ะคุณลุง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนูขอความรู้เรื่องการสวดมนต์ค่ะ คือปกติหนูไหว้พระสวดมนต์ทุกวันพระ (คือทราบค่ะว่าสวดได้ทุกวันจะเร่งปฏิบัติเพิ่มค่ะ) คราวนี้สวดมนต์ไปก็มีคำถามกับตัวเองว่าเราควรจะสวดมนต์บทไหนบ้าง คือเริ่มจากบทไหนและต่อๆไป จึงจะเหมาะสมและถูกต้อง เห็นคุณลุงเขียนในบทความว่าทำวัตรเช้าหรือเย็น ก็เลยมีคำถามนี้ขึ้นมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันหยุด ยิ่งถ้าตรงกับวันพระก็จะไปตักบาตรค่ะ ก็จะมีอะไรมาเล่าให้แม่ฟังตลอด เช่นพระท่านบาตรเต็ม ท่านให้เอาของใส่ย่ามบนบ่าแทน ก็ถามแม่ว่า แล้วนี่เรียกตักบาทตรได้เหรอ จำได้ว่าตอนคุณตามีชีวินอยู่ ท่านเคยยืนเถียงกับพระเรื่องใส่บาตรแล้วของไม่ต้องบาตร ไม่เรียกตักบาตร หรือไม่ก็พระท่านเดินมา 2 รูป ตักบาตรเสร็จรูปแรกก็ให้พรแล้วเดินจากไป แต่รูปที่สองอึกอักแล้วสบตาบอกพระให้ หนูก็เลยนั่งลงต่อเดาว่าท่านจะให้พร ก็เป็นไปตามนั้นค่ะ รวมๆ แล้วชอบตักบาตรค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะรอรับคำแนะนำรายละเอียดการสวดมนต์ที่ถูกต้องจากคุณลุงนะคะ ขอบพระคุณที่คุณลุงเมตตามาตลอดค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--- Chaloke Sambandaraksa &lt;chaloke@yahoo.com&gt; wrote:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าสวดมนต์เพราะความโง่งมงายก็สวดไปตามที่คนเขาแนะนำ สวดอะไรก็ไม่รู้ สวดไปทำไมก็ไม่รู้ สวดแล้วได้อะไรก็ไม่รู้ สวดมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรสักอย่าง นี่คือการสวดมนต์แบบคนโง่ แต่ก็มีประโยชน์มาก เพราะถ้าสวดบ่อยๆ ก็จะทำให้เป็นคนฉลาดขึ้น อย่างน้อยเมื่อแก่ตัวลงแล้วยังไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ยังได้ความรู้ คือรู้ว่าตัวเองโง่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าฉลาดขึ้นหน่อย ก็สวดมนต์โดยมีเหตุผล ขอรู้เหตุผลก่อนนะครับ ว่าคุณจะสวดมนต์เพื่ออะไร จึงจะตอบคำถามได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Wachiraporn C &lt;XXXXX@yahoo.com&gt; wrote: &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านคำตอบคุณลุงทีแรกตกใจมากค่ะ พอหายตกใจอ่านอีกรอบ เออ... ถ้าจะโง่จริง เพราะไม่รู้อะไรเลยจริงอย่างที่คุณลุงเขียนทุกประการ เขาว่ามาก็ทำไปจริงๆค่ะ ตอนนี้เริ่มฉุกคิดแล้วค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวดมนต์หนูตั้งใจให้ได้ความสงบ อย่างน้อยทางอารมณ์ก็ยังดี เพราะเป็นคนเจ้าอารมณ์และมีหน้าที่รับผิดชอบต้องคอยแก้ปัญหาตลอด ทำให้อยากเป็นคนนิ่งใช้สติและปัญญาในการแก้ปัญหามากกว่าอารมณ์ ถัดไปอยากจะใช้เป็นสิ่งที่เราแสดงความเคารพในพระรัตนตรัยและพร้อมจะนำพระธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณลุงกรุณาให้ความกระจ่างด้วยได้ไหมคะว่า สวดมนต์ทำเพื่ออะไร ต้องสวดอะไร มากน้อยเท่าไร หนูมีหลาน ว้นนี้คิดว่ามีอะไรจะบอกจะสอน ที่เราไม่เคยรู้เมื่อรู้เราจะค่อยๆบอกเล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันก่อนไปวัดเห็นวัยรุ่นผู้ชายประเคนอาหารถวายพระ โตแล้วยังทำไม่ถูก ก็เลยนึกถึงหลานไม่อยากให้เกิดกับเขา แต่ตัวหนูเองก็ยังเก้ๆกังๆ อยู่เหมือนกันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายขอขอบพระคุณในความเมตตาที่คุณลุงช่วยบอกช่วยสอนทั้งเรื่องระบบและธรรมต่างๆค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--- Chaloke Sambandaraksa &lt;chaloke@yahoo.com&gt; wrote:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเรา ถ้าไม่ไร้เดียงสาเกินไป จะทำอะไรก็ควรจะรู้ว่าทำไปทำไม เช่นหวีผมเพื่อให้ผมเรียบร้อย ใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิดสิ่งที่น่าเกลียด กินข้าวเพื่อให้มีชีวิตต่อไป อาบน้ำเพื่อชำระล้างความสกปรกออกจากร่างกาย ฯลฯ มีแต่เด็กทารก เล่นขี้เล่นเยี่ยวไปเรื่อยๆ เพราะไร้เดียงสา ยังไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ ยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม ยังไม่รู้ว่าทำอย่างไร ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอโทษที่ตอบแบบให้ฉุกคิด หวังว่าคงให้อภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็ดีใจที่คุณได้คิด ว่าจะสวดมนต์ไปทำไม คุณคิดว่าจะสวดมนต์เพื่อ&lt;br /&gt;1. เพื่อความสงบ&lt;br /&gt;2. อยากเป็นคนนิ่งใช้สติและปัญญาในการแก้ปัญหามากกว่าอารมณ์&lt;br /&gt;3. อยากจะใช้เป็นสิ่งที่เราแสดงความเคารพในพระรัตนตรัยและพร้อมจะนำพระธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแรก เพื่อความสงบ การเข้าห้องพระ ไหว้พระสวดมนต์ ไม่ว่าจะเป็นบทอะไรก็ตาม สวดอย่างไรก็ตาม เมื่อไหร่ก็ตาม กับใครก็ตาม เวลาไหนก็ตาม ฯลฯ ก็ได้ผลในข้อนี้อยู่โดยอัตโนมัติแล้ว ข้อนี้ไม่ต้องตอบ แต่ขออนุโมทนาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อที่สองมีสองส่วน อยากเป็นคนนิ่งส่วนหนึ่ง และอยากมีสติอีกส่วนหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนแรกคือความนิ่ง ก็ต้องรู้ว่านิ่งจากอะไร นิ่งจากยุงกัดก็ไปสวดมนต์ในห้องมุ้งลวด นิ่งจากเสียงดัง ก็ปิด TV เสียก่อน คิดให้ดีๆ นี่ไม่ใช่การสร้างความนิ่ง แต่เอาความไม่นิ่งออก คือเอายุงออกไป กันยุงออกไปไม่ให้มาสร้างความไม่นิ่ง เอาเสียงออกไป ดังนั้น ความนิ่งนั้นสร้างไม่ได้ แต่สามารถหาทางเอาความไม่นิ่งออกไปได้ เมื่อเอาความไม่นิ่งออกไป ซึ่งเป็นเหตุ ความนิ่ง คือผล จึงปรากฏ อย่าพยายามทำที่ผล คือทำให้นิ่ง แต่ต้องพยายามทำที่เหตุ คือเอาความไม่นิ่งออกไป อะไรคือความไม่นิ่ง สิ่งนั้นก็คือนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทัจจะกุกุจจะ และวิจิกิจฉา จะเขียนต่อก็ไม่ไหว เอาไว้วันหลังมีโอกาสค่อยคุยกัน วันนี้เอาแค่นี้ก่อน สรุปว่าการสวดมนต์ทำให้เป็นคนนิ่งไม่ได้ ต้องอาศัยปัญญาเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง และปัญญานั้นต้องอาศัยฐานคือสมาธิ ซึ่งมีข้อแม้คือศีล ไม่ต้องนิ่งมากนักก็ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่สองอยากมีสติและปัญญาในการแก้ปัญหามากกว่าอารมณ์ ปัญญานั้นพูดแล้ว ว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฐานคือสมาธิที่สมบูรณ์ด้วยศีลเท่านั้น ส่วนสตินั้นสามารถฝึกได้ การสวดมนต์เพื่อฝึกสติ ก็สวดบทพุทธานุสติ ธรรมมานุสติ และสังฆานุสติ สวดโดยศึกษาให้รู้คำแปลด้วย ไม่ใช่สวดแบบนกแก้วนกขุนทอง นกแก้วนกขุนทองไม่มีสติ มันพูดไปเรื่อย ไม่รู้ความหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อที่สามก็มีสองส่วนอีกเหมือนกัน ส่วนแรกเพื่อแสดงความเคารพในพระรัตนตรัย การสวดมนต์บทอะไรก็ตาม ก็เป็นการแสดงความเคารพในพระรัตนตรัยทั้งนั้น ถ้าไม่เคารพคงไม่สวด ดังนั้นจะสวดบทไหนก็ได้ ยิ่งบทพุทธานุสติ ธรรมมานุสติ และสังฆานุสติ ยิ่งดีใหญ่ เพราะแสดงความเคารพและได้เป็นการฝึกสติด้วย ส่วนที่สองมีเจตนาเพื่อจะนำพระธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ จะทำได้ก็ต้องรู้ว่าท่านสอนอะไร ถ้าสวดมันเรื่อยไป ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง แล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่าท่านสอนอะไร เมื่อไม่รู้ว่าท่านสอนอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจะนำอะไรมาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ ข้อนี้บทที่เหมาะสมก็คือบทพุทธานุสติ ธรรมมานุสติ และสังฆานุสติ รู้ความหมายแล้วนำมาพิจารณานำไปใช้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติต่อไปได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปคือบทสวดมนต์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ คือ บทพุทธานุสติ ธรรมมานุสติ และสังฆานุสติ วิธีสวดคือ เริ่มต้นด้วยการชำระล้างร่างกายให้สอาด เตรียมสถานที่ให้พร้อม จุดธูปเทียนบูชาพระ แล้วเริ่มต้นสวดดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;{คำบูชาพระรัตนตรัย}&lt;br /&gt;โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, &lt;br /&gt;พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์ใด เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นแล้ว ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,&lt;br /&gt;สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, &lt;br /&gt;พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ตรัสไว้ดีแล้ว&lt;br /&gt;สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, &lt;br /&gt;พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ปฏิบัติดีแล้ว&lt;br /&gt;ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง &lt;br /&gt;อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ, &lt;br /&gt;ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ อันยกขึ้นไว้ตามสมควรแล้วอย่างไร,&lt;br /&gt;สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ, &lt;br /&gt;ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย&lt;br /&gt;ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา, &lt;br /&gt;ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า อันเป็นชนรุ่นหลัง&lt;br /&gt;อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,&lt;br /&gt;ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาธิการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้&lt;br /&gt;อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ &lt;br /&gt;เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งลาย ตลอดกาลนานเทอญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะระหัง สัมมาสัมพุธโธ ภะคะวา, &lt;br /&gt;พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,&lt;br /&gt;พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ,&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน(กราบ),&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ,&lt;br /&gt;พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว, ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม(กราบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุปะฎิปันโณ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ&lt;br /&gt;พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว, ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;{ปุพพภาคนมการ}&lt;br /&gt;นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ (ว่า 3 จบ)&lt;br /&gt;ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;{พุทธานุสติ}&lt;br /&gt;อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ &lt;br /&gt;เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง&lt;br /&gt;วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ &lt;br /&gt;เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า&lt;br /&gt;สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ &lt;br /&gt;เป็นครูผู้สอนของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ดังนี้&lt;br /&gt;(กราบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;{ธัมมานุสติ}&lt;br /&gt;สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก &lt;br /&gt;พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว &lt;br /&gt;ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ&lt;br /&gt;เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ &lt;br /&gt;(กราบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;{สังฆานุสติ}&lt;br /&gt;สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ&lt;br /&gt;สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว &lt;br /&gt;อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ&lt;br /&gt;สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว&lt;br /&gt;ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ&lt;br /&gt;สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว &lt;br /&gt;สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ&lt;br /&gt;สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว &lt;br /&gt;ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ&lt;br /&gt;ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า&lt;br /&gt;อาหุเนยโย&lt;br /&gt;เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา&lt;br /&gt;ปาหุเนยโย&lt;br /&gt;เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ&lt;br /&gt;ทักขิเณยโย&lt;br /&gt;เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน&lt;br /&gt;อัญชะลีกะระณีโย&lt;br /&gt;เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี&lt;br /&gt;อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ &lt;br /&gt;เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้&lt;br /&gt;(กราบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสร็จแล้วก็นั่งให้สบาย อยู่ในความสงบ ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า กำหนดรู้ลมหายใจของตัวเอง เมื่อหายใจเข้าก็รู้อยู่ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกก็รู้อยู่ว่าหายใจออก ทำไปสักระยะหนึ่ง จิตจะสงบบ้างไม่สงบบ้างก็ช่างมัน ไม่เกี่ยวกับเรา หน้าที่ของเราคือกำหนดรู้ลมหายใจ เรื่องจิตจะสงบหรือไม่สงบอย่าไปยุ่งกับมัน มันจะสงบก็เรื่องของมัน มันไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่หน้าที่ของเรา อย่าพยายามทำให้จิตสงบ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเรามีเพียงการกำหนดรู้ลมหายใจ อย่าไปยุ่งกับจิต ข้อนี้สำคัญมากที่สุด จำเอาไว้ว่า จิตมันจะสงบก็ช่างมัน มันจะไม่สงบก็ช่างมัน อย่าไปสนใจ ทำหน้าที่ของเราต่อไป เมื่อหายใจเข้าก็รู้อยู่ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกก็รู้อยู่ว่าหายใจออก ทำวันละ 5 นาที ค่อยๆเพิ่มเป็นวันละครึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้น ทำจนเป็นนิสสัย ทำจนเป็น second nature&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไปเรื่อยๆสัก 2-3 ปี สติจะเริ่มมีกำลังมาก มีความ สงบอยู่กับความไม่สงบ ของจิต เมื่อถึงเวลานั้นค่อยมาถามต่อนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;UNCLE CHALOKE&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-6967507722495846643?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/6967507722495846643/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=6967507722495846643&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6967507722495846643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6967507722495846643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/12/blog-post_14.html' title='การสวดมนต'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-336303650708859965</id><published>2007-12-10T07:36:00.000+07:00</published><updated>2007-12-10T07:37:11.365+07:00</updated><title type='text'>เลือกตั้ง</title><content type='html'>การเลือกตั้งไกล้เข้ามาทุกที ลุงโฉลกไม่เคยเห็นด้วยเลยกับการเลือกตั้งแบบที่ซื้อสิทธิขายเสียงได้อย่างนี้ ประชาธิปไตยแปลว่าอำนาจเป็นใหญ่ของประชาชน ไม่ได้แปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ คำสมาสและคำสนธินั้น มาจากรากศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤติ เวลาแปล ต้องแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า เช่นคำว่า สุ แปลว่าดี สุจริต ไม่ได้แปลว่า ดีจริต แต่แปลจากข้างหลังมาก่อน แปลว่าจริตที่ดี คือการกระทำที่ดี ประชาธิปไตยจึงแปลว่าอธิปไตยของประชาชน เอาอธิบไตยขึ้นก่อน ไม่ใช่เอาประชาชนขึ้นก่อนแล้วแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนที่ไม่มีศีล ไม่มีการศึกษา มีมากมาย ขืนให้เป็นใหญ่ บ้านเมืองพินาศน์แน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มันสายเกินแก้แล้ว รัชกาลที่ ๗ ทรงเล็งเห็นปัญหาข้อนี้ และทรงพยายามให้ความรู้แก่ประชาชน ก่อนที่จะให้ปกครองกันเองตามระบอบประชาธิปไตย แต่นักเรียนที่รับทุนไปเรียนที่ยุโรป ไปเห็นความเจริญที่โน่น กลับมาก็ถูกหลอกให้ทรยศต่อผู้มีพระคุณ ผลก็คือประเทศของเราตกอยู่ไต้อิทธิพลของต่างชาติมาโดยตลอด ญี่ปุ่นก็ชักใยผ่านผู้นำคนหนึ่ง ในที่สุดก็หนีไปตายที่ญี่ปุ่น ส่วนคนดีแต่ไม่ฉลาด ที่ทรยศต่อผู้มีพระคุณ ในทีสุดก็ต้องไปตายต่างแดนเหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกความจริงหลายเรื่องเอาไว้ เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลหนังสือเรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ  ทรงแปลจากหนังสือเรื่อง A Man Called Intrepid เขียนโดย Sir William Stephenson ทรงแปลได้อย่างไร ทั้งๆที่พระเจ้าอยู่หัวทรงภาษาฝรั่งเศษ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ทรงแปลทำไม ????? และสงสัยใหมว่านาย William Stephenson นี้ เขียนหนังสือไม่กี่เรื่อง แต่ละเรื่องก็ได้รับการวิจารณ์เหมือนกันหมด ว่าไม่ดี ไม่น่าอ่าน และข้อมูลผิดพลาดมาก แต่ทำไมถึงได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์อังกฤษให้เป็น Sir ทำไมถึงได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าอยู่หัว เป็นแขกส่วนพระองค์อยู่ในเมืองไทยถึงหนึ่งปี Sir William Stephenson ได้บันทึกประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศไทยเอาไว้ ในหนังสือที่รัฐบาลไทยสั่งห้ามไม่เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมันสายจนป่านนี้แล้ว สายเกินแก้ เราก็ต้องเลือกตั้งกันไป โลกมันจะเป็นอย่างไรต่อไป มันก็เป็นไปตามกรรมของมันเอง ไม่เป็นอย่างอื่น สำคัญที่เราทำหน้าที่ของเราหรือเปล่า หวังว่าสมาชิกทุกคนคงจะออกไปทำหน้าที่ พิจารณาให้รอบคอบ แล้วใช้สิทธิเลือกผู้แทนที่เหมาะสม เข้าไปบริหารประเทศของเรา พิจารณาให้รอบคอบนะครับ ได้คนผิด คนไม่ดี คนขายตัว คนที่เห็นอยู่ชัดๆว่าทำงานเพื่อเงิน ขายชาติขายแผ่นดิน เลือกคนพวกนี้เข้าไป ก็เท่ากับเราเป็นผู้มีส่วนในการทำลายประเทศชาติของเราด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-336303650708859965?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.chaloke.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=309&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0' title='เลือกตั้ง'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/336303650708859965/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=336303650708859965&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/336303650708859965'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/336303650708859965'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/12/blog-post_3471.html' title='เลือกตั้ง'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-127921760052722964</id><published>2007-12-10T07:33:00.001+07:00</published><updated>2007-12-10T07:36:22.167+07:00</updated><title type='text'>วันเกิด การที่ต้องตาย</title><content type='html'>ขอบคุณสำหรับคำอวยพรแสดงมุฑิตาจิตจากสมาชิกทุกคน วันเกิดปีนี้ลุงโฉลกก็ทำบุญที่วัดไกล้ๆบ้าน กลางคืนก็มีลูกมีเมีย หลานๆ เพื่อนๆ และมีลูกศิษย์หลายคน มาร่วมฉลองวันเกิดลุงโฉลก ด้วยการไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งกรรมฐานด้วยกัน เราฉลองกันสามวันสามคืน คือศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นั่งเงียบๆดูจิตใจของตัวเอง เป็นการฉลองวันเกิดที่มีความสุขที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนึกถึงการเกิด สิ่งแรกที่มากระทบดวงจิต คือความน่าสะพรึงกลัวของความจริงที่ว่า นี่คือการที่เราจะต้องตาย ไม่ตายวันนี้ก็ตายวันหน้า ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอน การเกิดเป็นเหตุของความตายโดยแท้ ลุงโฉลกจึงมองการสนุกสนานรื่นเริงในงานวันเกิดเป็นของแปลก วันเกิดเป็นวันที่ควรเศร้าโศก ควรสังเวช เพราะเป็นวันที่ต้องตาย วันตายต่างหากที่มนุษย์ควรจัดงานรื่นเริง เพราะเป็นวันที่จะได้เกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมองโลกตามความเป็นจริง (ซึ่งต่างกับมุมมองของคนทั่วไป) เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง ระบบ การลงทุนของลุงโฉลก เรามองทุกอย่างกลับกันกับโลกเขาโดยสิ้นเชิง เราเห็นว่าควรโศกเศร้าในงานวันเกิด (เพราะต้องตาย) และควรรื่นเริงในงานศพ (เพราะจะได้เกิด) แม้แต่การที่คนสองคนมาแต่งงานอยู่กินด้วยกัน เราเห็นการพลัดพรากกันในที่สุดของคู่บ่าวสาวทุกคู่ งานแต่งงานควรเป็นวันที่โศกเศร้า เพราะวันนี้มาอยู่ด้วยกันก็เพื่อที่จะต้องจากกันเท่านั้นเอง การพบกันทุกครั้งก็เพื่อจาก เมื่อเราเห็นต่างกับโลกเขาอย่างนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-127921760052722964?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.chaloke.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=309&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0' title='วันเกิด การที่ต้องตาย'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/127921760052722964/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=127921760052722964&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/127921760052722964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/127921760052722964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/12/blog-post_10.html' title='วันเกิด การที่ต้องตาย'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-198865912318622730</id><published>2007-12-08T12:01:00.000+07:00</published><updated>2007-12-08T12:02:32.986+07:00</updated><title type='text'>“เด็กเก็บขยะ” สะสมเงินให้เด็กเอดส์กำพร้า</title><content type='html'>ไชน่าเดลี่--เด็กชายซุน ฮุ่ยสี วัย 12 ปี นักเรียนโรงเรียนมัธยมเสี่ยวหง ในเมืองฮาร์บิน เมืองเอกของมณฑลเฮยหลงเจียงแห่งภาคอิสานของจีน ได้บริจาคเงิน 20,000 หยวน หรือราว 100,000 บาท ให้แก่เด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์ในมณฑลเหอหนัน ซึ่งเงินก้อนนี้ ซุนเก็บหอมรอมริบได้จากการเก็บขายขวดน้ำอัดลมพลาสติก 160,000 ใบ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เด็กชายซุนเล่าว่าเขาเริ่มเก็บสะสมเงินก้อนนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วหลังจากที่ได้ยินมาว่า มีการจัดตั้งหน่วยช่วยเหลือเด็กกำพร้า “ริบบิ้นแดง” (Red Ribbon) ในเขตซังฉาย มณฑลเหอหนัน ซึ่งเป็นดงของผู้ติดเชื้อ HIV หรือไวรัสเอดส์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ครั้งแรก ซุนได้อุทิศเงินที่เขาหยอดกระปุกไว้ จำนวน 222 หยวน ให้แก่เด็กกำพร้า ต่อมา ในเดือนพฤษภาคม ก็ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีเปิด “บ้านริบบิ้นแดง” หลังจากที่ซุนได้บริจาคเงินกว่า 4,000 หยวน ที่เก็บสะสมได้จากการเก็บขวดขาย และค่าบทความที่เขาเขียนส่งนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ จากนั้น เขาก็ยังเก็บขวดขาย บริจาคเงินและหนังสือราว 800 เล่ม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทว่า ความมีเมตตาจิตอันสูงส่งของเขานี้ กลับถูกเพื่อนๆล้อหัวเราะเยาะ ต่างพากันเรียกเขาว่า “ไอ้เด็กเก็บขยะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;เด็กชายซุนกำลังเก็บขวดพลาสติกข้างถนนหลังเลิกเรียน  &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;       “ผมเสียใจ ที่ทำความดี แต่ทำไมพวกเขากลับมาล้อผมแบบนี้? ผมต้องการให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กกำพร้า พวกเขาจะได้ไม่รู้สึกเหงาโดดเดี่ยว ถ้าทุกคนแสดงความรักแก่เขาบ้าง”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับพ่อแม่ของเด็กชายซุนนั้น สามารถหาเงินได้ในแต่ละเดือน เพียงราว 2,000 หยวน แม่ของซุนมักปรามลูกชายเรื่องเก็บขยะ เนื่องจากกลัวเสียสุขภาพ และบอกให้ลูกเอาเงินไปซื้อของให้ตัวเอง.&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทว่า ซุนกลับบอกแม่ว่า “ผมก็อยากซื้อเกมส์ หรือถุงเท้าเหมือนกัน แต่มันไม่จำเป็นสำหรับผม สำหรับเด็กกำพร้า เงินเหล่านี้ สามารถช่วยให้เขามีอาหารกิน และได้ไปโรงเรียน”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ซุนได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งชาติ สำหรับการอุทิศให้แก่โครงการต่อต้านเอดส์ของประเทศ และเข้าร่วมรายการพิเศษของสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) เนื่องในวันเอดส์โลกปีที่ 20 เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-198865912318622730?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9500000145270' title='“เด็กเก็บขยะ” สะสมเงินให้เด็กเอดส์กำพร้า'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/198865912318622730/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=198865912318622730&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/198865912318622730'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/198865912318622730'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='“เด็กเก็บขยะ” สะสมเงินให้เด็กเอดส์กำพร้า'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-1821065045575200225</id><published>2007-11-23T09:53:00.000+07:00</published><updated>2007-11-23T09:55:19.246+07:00</updated><title type='text'>Thanksgiving day</title><content type='html'>วันนี้เป็นวัน Thanksgiving day หรือวันขอบคุณพระเจ้า เมื่อกลุ่มเผยแพร่คริสตศาสนา เดินทางไปถึงทวีป America ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากอดอยากล้มตายไปหลายคนในการเดินทาง ชนเผ่าพื้นเมืองได้กรุณาให้อาหารประทังชีวิต และเมตตาสอนวิธีปลูกข้าวโพด และพืชอาหารอื่นๆให้ ต่อมาก็มีคนผิวขาวเดินทางมาเพิ่มมากขึ้นทุกปี เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง คือประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ก็ทำพิธีขอบคุณพระเจ้าที่ประทานอาหารให้ ทำให้อยู่รอดตลอดฤดูหนาว แต่ไม่ขอบคุณพวกอินเดียนแดง คนพื้นเมื่องที่ช่วยชีวิตใว้ในเบื้องต้น กลับเข่นฆ่าแย่งชิงสมบัติของพวกอินเดียนแดงมาจนหมดสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำดีนั้นเป็นของง่าย โจรก็ทำได้ ปล้นเขาเสร็จแล้วก็เอาทรัพย์มาทำบุญ แต่การไม่ทำความผิดเป็นของยาก โจรทำไม่ได้ วันนี้ประเทศอเมริกาฉลองความเลวคือการรุกรานประเทศต่างๆ แย่งชิงทรัพยากรณ์ธรรมชาติ ฉลองความอกตัญญูต่อชนเผ่าพื้นเมือง ฉลองการเข่นฆ่าผู้คนที่พระเจ้าสร้าง ใน Viet Nam ใน Iraq ใน Afghanistan ฯลฯ ด้วยการขอบคุณพระเจ้า วันนี้พระเจ้ากำลังประทานความยุติธรรมให้แก่โลก ระบอบทุนนิยมสามานย์ของ America กำลังจะถูกพระเจ้าลงโทษ ในรูปของ sub-prime ซึ่งกำลังจะนำไปสู่ Recession ประชาชน American ทั้งประเทศยากจนลงทุกคน ค่าเงิน US Dollar ตก ปัญหาต่างๆกำลังจะตามมาอีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงิน US Dollar Index เริ่มที่ 100 ปัจจุบันลงมาอยู่ที่ 75 ลดลงไปแล้ว 25% และกำลังจะลดลงต่อไปอีก ผลคือความยากจนลง 25% ของประชาชนชาว American ทุกคน ถึงจะไม่ได้สร้างกรรมนี้เองโดยตรง แต่ก็สร้างทางอ้อม โดยการเลือกคนเลวไปบริหารประเทศ ปล่อยให้คนเลวใช้กำลังไปรุกรานผู้อื่น America เป็นประเทศหน้าด้านที่สุด มีสองมาตราฐานตลอดเวลา ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เช่นการส่งเสริมเผด็จการทหารใน Pakistan แต่ต่อต้านเผด็จการทหารในพม่า กรรมหนักที่ America สร้าง มีมากมาย ทำให้ประชาชนต้องล้มตายไปหลายล้านชีวิต จะเอาบาปเหล่านี้ไปขอบคุณพระเจ้าคงจะไม่สำเร็จ Thanksgiving day วันนี้ พระเจ้าคงจะไม่ประทานพรให้เป็นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;SET Index ร่วงลงตาม Dow Jones ประกอบกับฤดูกาลเลือกตั้งเข้ามาถึง นักเลือกตั้งได้รับเงินโดย นาย จัดซื้อหุ้นให้ล่วงหน้าในชื่อของนักเลือกตั้ง วันนี้ก็ขายหุ้น นำเงินไปใช้ซื้อเสียง วงจรอุบาทว์นี้จะยังอยู่กับเราไปอีกนาน จนถึงวันสิ้นชาติ เพราะประชาชนยังยอมเลือกนักเลือกตั้งเลวๆพวกนี้อยู่ พวกเราก็คงได้แต่วางอุเบกขา กรรมของประเทศ รัฐบาลเองก็ไม่เผยแพร่ความรู้เลย ยังคงใส่เกียร์ว่างแล้วเร่งเครื่องเต็มที่ต่อไป&lt;br /&gt;ประเทศชาติจะพินาศน์ก็เพราะการผิดศีล ผู้นำของเราบางคน (ไม่ได้เอ่ยชื่อ) ทำบุญมาแต่ปางก่อน ชาตินี้มีเงินมาก สามารถซื้อได้แม้กระทั่งจิตและวิญญาณของคนโง่ แต่เงินมหาศาลเหล่านั้นไม่สามารถช่วยให้พ้นจากวิบากกรรมแห่งการผิดศีลได้ ปาณาติปาตาฯ การอุ้มฆ่าหลายพันชีวิต การสังหารหมู่ที่ภาคไต้ อทินนาทานาฯ การทุจริตคดโกงขายชาติขายแผ่นดิน  กาเมสุ  มิจฉาจาราฯ การประพฤติผิดในกามจนเป็นข่าวเปิดเผย มุสาวาทาฯ การโกหกหลอกลวง การใช้วาจาจาบจ้วงเบื้องสูง และสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาฯ การเสพย์ของมึนเมา บัดนี้พระเจ้าก็ได้แสดงถึงโทษของการผิดศีลแล้ว วัน Thanksgiving Day กลับไม่มีแผ่นดินให้อยู่ขอบคุณพระเจ้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยมีปัญหาหนักที่สุดเพราะ พระผิดศีล ผู้ที่เป็นมาตราฐานของจริยะธรรมของชาติ ทำผิดศีลเสียเอง คือผิดศีล นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จับต้องเงินทอง ยินดีให้ผู้อื่นรับแทน ยินดีให้ผู้อื่นเก็บเอาไว้แทน หรือทำการซื้อขายด้วยประการต่างๆ ประเทศของเราย่อมจะต้องถูกลงโทษโดยพระเจ้าแน่นอน ทางรอดของประเทศไทยมีทางเดียวคือจัดการเรื่องศีลของพระเสียให้เรียบร้อย ใครไม่ต้องการถือศีลก็สึกออกไปเสีย ใครจะอยู่ครองผ้าเหลืองให้คนทั้งชาติกราบไหว้บูชา ผู้นั้นก็ต้องทำตามกฏของพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้มีศีล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พวกเราไม่ต้องรอให้พระเจ้าลงโทษใคร สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องในวัน Thanksgiving Day ในวันนี้ ขอเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมกันขอบคณพระเจ้า พระเจ้าของเราคือ ธรรมมะ ที่สั่งสอนเตือนสติให้พวกเรามีชีวิตอยู่ในศีล อย่างมีความสุข สีเลนะสุขติงยันติ ศีลเป็นเหตุแห่งความสุข สีเลนะโภคสัมปทา ศีลเป็นปัจจัยแห่งโภคทรัพย์ เบื้องหลังของการลงทุนที่ได้กำไรอย่างน่าพึงพอใจ ก็คือการรักษาศีลนี้เองครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-1821065045575200225?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.chaloke.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=303&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0' title='Thanksgiving day'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/1821065045575200225/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=1821065045575200225&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1821065045575200225'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1821065045575200225'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/11/thanksgiving-day.html' title='Thanksgiving day'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-1188434279063083052</id><published>2007-10-29T08:57:00.000+07:00</published><updated>2007-10-29T08:58:57.299+07:00</updated><title type='text'>ออกพรรษา</title><content type='html'>วันออกพรรษาปีนี้ ถ้าจะเอาตามปฏิทินดาราศาสตร์ ก็เป็นเวลา 11.51 ของวันที่ 26 ตุลาคม ที่กรุงเทพฯ หมอเดาบอกว่าอาทิตย์ตกน้ำในเรือนที่ 10 จันทร์เป็นมหาอุจจ์ในเรือนที่ 4 พุธกับศุกรคู่ธาตุน้ำเป็นเกษตรสลับเรือน พฤหัสเป็นเกษตรในเรือนที่ 12 เงาของราหูขับรัศมีจันทร์เด่นในจักรราศี กฏหมายจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารบ้านเมือง เศรษฐกิจภาคการเกษตรจะร่ำรวย SET จะขึ้น แต่ผู้ครองประเทศจะอ่อนกำลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำคัญของวันออกพรรษาที่แท้จริง คือเป็นวัน "มหาปวารณา" คำว่า"ปวารณา"แปลว่า "อนุญาต" หรือ "ยอมให้" คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงฝากหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระศาสนาไว้กับพุทธบริษัท ๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราด้วย ที่จะต้องเตือนพระสงฆ์ ถ้าเราเห็นว่าท่านมีข้อผิดพลั้งในระหว่างพรรษา พวกเราควรเตือนพระภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนา ให้รักษาพระวินัยให้เคร่งครัด โดยเฉพาะอาบัติหนักมาก ที่เรียกว่า นิสสัคคิยะปาจิตตีย์ คือการจับต้องเงินทอง การยินดีให้ผู้อื่นรับเอาไว้แทน การซื้อขาย ฯลฯ อาบัติเหล่านี้ทรงห้ามเป็นเด็ดขาด ทรงปรับอาบัติหนักกว่าพระเมาเหล้า หนักกว่าพระฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฯลฯ พวกเราทนพระเมาเหล้าไม่ได้ แต่ทำไมทนให้พระจับเงินได้ การนิ่งเฉยของพวกเรา ถือเป็นการทำวันมหาปวรณาให้สูญเปล่า ปราศจากประโยชน์ วันนี้พวกเรามาร่วมกันตั้งใจว่า เราจะรักษาพระศาสนาเอาไว้ ไม่ให้คนหน้าด้านเอาผ้าเหลืองมาห่ม แล้วไม่รักษาศีล จับต้องเงินทองแล้วไม่สละคืน (คือรับมาแล้วต้องสละคืนให้เป็นสมบัติของสงฆ์ ไม่ใช่รับเอาไว้เอง) แล้วมาหลอกให้พวกเรากราบไหว้ การกราบไหว้คนหน้าด้าน โกนหัวห่มเหลืองมาหลอกว่าเป็นพระ ไหว้ไปก็เป็นเสนียดจัญไรต่อมือของเรา ถ้าจำเป็นต้องไหว้ ก็ตั้งจิตให้ดี ว่าเราไหว้ผ้าเหลือง ไม่ได้ไหว้ไอ้พวกหน้าด้านเหล่านั้น และต่อไปนี้ ขอให้พวกเราเลิกถวายเงินพระ เพราะเป็นบาปหนักมาก เป็นการเหยียบย่ำ ย่ำยี ทำลายพระศาสนาให้ยับเยิน ถ้าอยากถวายเงิน ก็ประกาศให้ชัดเจนว่าถวายให้สงฆ์ คือให้พระศาสนา ให้วัด ไม่ได้ให้พระ พระที่มารับทำหน้าที่เป็นเพียงตัวแทนของสงฆ์เท่านั้น ช่วยกันรักษาพระศาสนาเอาไว้นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-1188434279063083052?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.chaloke.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=290&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0' title='ออกพรรษา'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/1188434279063083052/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=1188434279063083052&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1188434279063083052'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1188434279063083052'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='ออกพรรษา'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-5790186463945873795</id><published>2007-08-03T11:45:00.001+07:00</published><updated>2007-08-03T11:45:59.138+07:00</updated><title type='text'>หมอขี่ม้าแกลบ”นพ.มงคล ณ สงขลา”</title><content type='html'>“...ผมรู้จักหมอมงคลตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ ผมเป็นรุ่นน้องหลายปี อยู่หอเดียวกันเป็นแพทย์ฝึกหัดด้วยกัน หมอมงคลอุทิศตน ทุ่มเททำงานในถิ่นทุรกันดาร...”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งทำงานใกล้ชิดและเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory License: CL)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;@@@@@&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “...ผมรู้จักหมอมงคลตอนทำข่าวทุจริตยา 1,400 ล้าน ตอนนั้นหมอเป็นอธิบดี 1 ใน 2 คน ที่กล้าออกมาบอกว่า มีการทุจริตยาในกระทรวงสาธารณสุขจริง”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ผู้เคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากข่าวทุจริตยา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;@@@@@&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “…เครือข่ายผู้ติดเชื้อเสนอให้ทำซีแอลตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ แต่เรื่องก็เงียบหายไม่เป็นผล เพราะรู้ว่าหากทำซีแอลต้องพบกับอุปสรรคมาก แต่หมอมงคลเข้ามาเป็นรัฐมนตรีก็หยิบขึ้นมาดำเนินการเลยไม่หวั่นกับอุปสรรคข้างหน้าเพราะคำนึงถึงชีวิตผู้ป่วยมากกว่า…”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       วิรัช ภู่ระหงษ์ ประธานเครือผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;@@@@@&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ....และทั้งหมดนั้นคือความเห็นของ 3 คนที่เกิดขึ้นในวงเสวนา เปิดตัวหนังสือ “อีกก้าวที่กล้า...ของหมอขี่ม้าแกลบ” เพื่อบอกเล่าความรู้สึกที่มีโอกาสได้รู้จักกับ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ซึ่งคนในแวดวงสาธารณสุข&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก หมอมงคลหรือพี่มงคลว่าเอาจริงเอาจัง และบู๊กับงานมากน้อยแค่ไหน ขณะที่หลายคนอาจทำหน้าเหรอหรา สงสัยว่า รัฐมนตรีคนนี้ ดีเด่น และสมควรได้รับการยกย่อง “วีรกรรม” ในฐานะที่เป็น “ผู้กล้า” ในการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรในประเทศไทยจนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลกนี้อย่างไร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แน่นอนว่า อีกก้าวที่กล้า...ของหมอขี่ม้าแกลบเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจและน่าจับจองเป็นเจ้าของยิ่งเพราะนอกจากจะทำให้ได้รับทราบเรื่องราวของนพ.มงคลแล้ว ยังจะได้รู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของการประกาศใช้ซีแอลอีกด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       และหากยังไม่เข้าใจว่า การทำซีแอล คืออะไร และส่งผลดีกับประเทศไทย อย่างไร เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เลย หากวันหนึ่งคนในครอบครัวไม่สบายแล้วต้องกินยาแพงๆ และทุกข์เพราะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้  “กรรณิการ์ กิจติเวชกุล” เจ้าหน้าที่ องค์การหมอไร้พรมแดน “อวยพร แต้ชูตระกูล” บรรณาธิการนิตยสารโลกสีเขียว นักเขียนและผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้จะพาทุกๆ คนไปรู้จักตั้งแต่ระบบทรัพย์สินทางปัญญา ระบบสิทธิบัตรของไทย การค้าของธุรกิจยาข้ามชาติที่เอาเปรียบขูดรีด ตั้งราคายาแสนแพงมหาโหด จนถึงการทำซีแอลว่าถูกต้องหรือไม่ แรงกระเพื่อมจากการทำซีแอล และปัจจัยที่ทำให้ซีแอลเป็นผลสำเร็จด้วยเพราะความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขณะเดียวกันหนังสือเล่มนี้ยังมีความโดดเด่นอยู่ตรงที่บทสัมภาษณ์จากปากคำของ หมอมงคล รัฐมนตรีวัย 65 ปีแต่จนที่สุดในรัฐบาลขิงแก่เพราะมีทรัพย์สินเพียง 4,564,585 บาท แถมยังอาศัยในทาวเฮาส์เล็กๆ 3 ชั้น ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนตำแหน่งใหญ่โต ระดับรัฐมนตรี แต่อยู่ทาวน์เฮาส์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       หมอมงคลกล่าวเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า “ไม่น้อยนะ ขณะนี้ก็นับว่าเยอะแล้ว ผมกินไม่หมดแล้วนะ อย่าให้มากเหมือนคนอื่นเลย ก็สุขเท่ากัน...เพราะมีมากกว่านี้ก็ไม่ทำให้มีความสุขไปมากกว่านี้”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนั้น หนังสือยังเล่าถึงชีวิตในช่วงที่เป็นหมอชนบท ที่ผู้เขียนบอกว่าเป็นที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากช่วงนั้นทำงานในถิ่นทุรกันดารการคมนาคมไม่สะดวก จึงต้องขี่ม้าไปรักษาคนไข้ ซึ่งเป็นเพียงม้าแกลบตัวเล็กๆ ไป จนม้ามันช้ำในตาย เพราะหมอมงคลตัวโต ก็กลายเป็นเรื่องที่เล่าขานจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้านภัทระ คำพิทักษ์ บอกไว้ว่า อย่างน้อยท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของบ้านเมือง ก็มีรัฐมนตรีคนนี้ ที่เป็นตัวอย่างในการทำงานเพื่อบ้านเมืองได้ griktสามารถพลิกโลก ควานหาโอกาส แม้ว่าการบริหารงานของรัฐมนตรีแต่ละคนจะมีระยะเวลา 1 ปีเท่ากัน แต่หมอมงคล และทีมงานสามารถที่จะทำได้ ดังนั้น สังคมไทยควรที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง อ่านเพื่อรู้ว่า สิ่งที่เรากลัว ความจริงเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดังนั้น เชื่อว่า หากหลายๆ คนได้ซึมซับตัวอักษร ในทุกๆ ย่อหน้าของหนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับชีวิตการเส้นทางการต่อสู้ การทำงาน และ ตัวตน นพ.มงคล ณ สงขลา ที่ถือต้นแบบหมอชนบทผู้อุทิศตนเพื่อคนทุกข์ยากกับบทบาทการประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ถึงแม้จะออกตัวหลายครั้งว่า “ผมไม่ใช่ฮีโร่ ใครๆ ก็อาจจะทำแบบผม ถ้ามีโอกาส” ก็อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับวัยรุ่น หรือ หมอรุ่นใหม่ๆ ในการเลือกเส้นทางในการดำเนินชีวิตต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-5790186463945873795?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000090381' title='หมอขี่ม้าแกลบ”นพ.มงคล ณ สงขลา”'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/5790186463945873795/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=5790186463945873795&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/5790186463945873795'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/5790186463945873795'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='หมอขี่ม้าแกลบ”นพ.มงคล ณ สงขลา”'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-8806336670115512766</id><published>2007-07-31T14:24:00.000+07:00</published><updated>2007-07-31T14:27:05.049+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาสาฬหบูชา'/><title type='text'>อาสาฬหบูชา</title><content type='html'>วันนี้ วันพฤหัสที่ 21 กรกฎาคม เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ ชาวพุทธถือว่าเป็นวัน อาสาฬหบูชา คือการบูชาในคืนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ภาษาอินเดียในสมัยพุทธกาล เรียกว่า Ashada Puja ส่วนการบูชาอื่นๆ ก็มาจากภาษาอินเดียเหมือนกัน เช่น Vaishakh Puja วิสาขะบูชา และ Magh Puja มาฆะบูชา เป็นต้น เหตุที่มีส่วนสัมพันธ์กับภาษาอินเดีย เป็นเพราะพระพุทธศาสนามาจากประเทศอินเดีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บูชาอะไร? ในประเทศอินเดีย สมัยก่อนพุทธกาล มนุษย์บูชาเทพเจ้า ก่อนที่ความรู้เรื่อง “ปูชา จะ ปูชนียานัง” จะปรากฏในมงคลสูตร ในวัน Ashada Puja นี้ เดิมเป็นวันสำหรับบูชา “ครู” (หรือ Guru ในภาษาแขก) คือพระวิษณุนารายณ์ ใน Aspect ของ Satya Narayan ซึ่งเป็นมหาเทพที่มีอิทธิพลเหนือเทวดานพเคราะห์ที่เสวยอายุมนุษย์ ได้แก่ พระอาทิตย์เทวา (พลังงานของชีวิต) พระพฤหัสบดีเทวา (ความรู้และความสำเร็จ) และพระพุธเทวา (ความเฉลียวฉลาด) ในดวงชะตาของผู้ใดก็ตาม ถ้าดาวทั้ง 3 ดวงนี้อยู่ในสถานะที่ไม่ดี ชีวิตก็จะไม่ประสบความสำเร็จ มนุษย์เกรงกลัวด้านที่เป็นผลมาจากอกุศลกรรมของโลกธรรม คือการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ และปรารถนาส่วนแห่งกรรมที่มาจากกุศลกรรมในอดีต คื่อการมีลาภ ยศ สรรเสริญ และสุข แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมทั้งหลายนี้เกิดแต่เหตุ สามิสสุข คือความสุขที่เจืออามิสทั้งหลาย เกิดจากเหตุ คือเป็นวิบากของกุศลกรรมในอดีต ถ้าไม่ได้สร้างบุญกุศลเอาไว้ จะบูชาอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่มีทางได้ ส่วนของกรรมที่เป็นอกุศลก็เช่นเดียวกัน มนุษย์ก็ไม่สามารถพ้นเคราะห์กรรมได้ด้วยการอ้อนวอนบูชาเทพเจ้า ปริศนาธรรมในวัน Ashada Puja แต่เดิม จึงเป็นวันบูชาพระพฤหัสบดีเทวา ใน Aspect ของความเป็น Guru โดยมีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ท้าวสักกะเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ (เป็นพระโสดาบัน ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า) ได้เชิญพระพฤหัสบดีเทวามาเป็นครูของเหล่าเทวดาทั้งหลาย เพื่อสอนเทวดาทั้งหลายเรื่องกรรม และผลของกรรม โดยความเป็นอภิธรรม (ซึ่งจะไม่พูดถึง เพราะเข้าใจยากสำหรับมนุษย์) ครูบาอาจารย์ผู้รู้ในอดีต จึงจัดให้วันนี้เป็นวันบูชาครู อาศัยขณะที่พระจันทร์เต็มดวง คือพระจันทร์ “สะท้อน” แสงจากพระอาทิตย์ ส่องสว่างอยู่ เป็นเครื่องเตือนสติมนุษย์ทั้งหลายในค่ำคืนนี้ ให้ “สะท้อน” คำสั่งสอนของพระพฤหัสบดีเทวา ซึ่งต่อมา หลังจากพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เปลี่ยนมาเป็นการ “สะท้อน” แสงสว่างแห่งอริยมรรค ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงเลือก “วันครู” นี้ เป็นวันที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนา สั่งสอนธรรมมะเป็นครั้งแรก พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในคืนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ อันเป็นเหตุให้พระรัตนตรัยทั้งสามประการถึงพร้อมสมบูรณ์ และจักรแห่งธรรมอันไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้ ได้เริ่มหมุนไป เป็นเครื่องส่องสว่างนำทางให้แก่วิญญูชนทั้งหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราเหล่าสมาชิกของ Chaloke.com จะ “สะท้อน” ความหมายของวันอาสาฬหะบูชากันในลักษณะไหนดี จุดเด่นของพวกเราคือเป็นกลุ่มคนฉลาด มีความรู้ มีฐานะดี (ถึงมาร่วมกันเสียเงินในตลาดหุ้นได้) ทุกคนมีอายุ ผ่านวันอาสาฬหะบูชามาหลายโอกาส ได้ยินได้ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรหลายครั้ง เคยสงสัยบ้างไหมครับ ว่าทำไมท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเพียงคนเดียว อีก 4 องค์ คือ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ไม่เห็นธรรมมะ ถึงแม้พวกเราเองก็เถอะ จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นธรรมมะ ยังไม่เป็นอริยะบุคคล อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันอาสาฬหะบูชาถือเป็นวันสำคัญที่สุดในพุทธศาสนาวันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงทางสุดโต่งสองทางที่ไม่ควรดำเนิน ได้แก่กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค “แล้ว” ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา พระสูตรบทนี้ถือเป็นการแสดงโสดาปฏิมรรค หลังจากทรงแสดงพระสูตรบทนี้แล้ว พระพุทธศาสนาก็สมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้งสาม คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เมื่อพระโกณฑัญญะมีอายุมากแล้ว เห็นโทษของกามและการทรมานตนได้โดยง่าย เห็นความ “เท่ากัน” ของ อารมณ์อันน่าปรารถนา และอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ปล่อยวางทางสุดโต่งคือเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นในจิต ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน ชาวพุทธบางกลุ่มยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงธรรมเป็นขั้นเป็นตอน จากบทแรกไปหาบทสุดท้าย โดยมีข้อแม้ว่า ก่อนจะเริ่มบทที่สอง หรือบทต่อๆไปได้ ต้องทำบทที่หนึ่งให้ได้เสียก่อน ตัวอย่างเช่นในมงคลสูตร ทรงเริ่มจากอเสวนา จะ พาลานัง คือการไม่คบคนพาลก่อน เมื่อทำได้แล้วบทที่สองและบทต่อไปจึง Applicable แต่ถ้าทำบทที่หนึ่งไม่ได้ จะคบหาบัณฑิตหรือจะบำเพ็ญตะบะพรหมจรรย์เท่าใดก็ตาม ก็ไร้ผล ถ้ายังคบหาคนพาลอยู่ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติธรรมตามอริยะมรรค คือ ปัญญา ศีล และสมาธิ ทรงแสดงข้อแม้ไว้ชัดเจน ว่า “ต้อง” เว้นจากทางสุดโต่งสองทางที่ไม่ควรดำเนินให้ได้เสียก่อน กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค นั้นเป็นแค่ “ตัวอย่าง” ของ “ความ” สุดโต่ง ทางสุดโต่งที่แท้จริงนั้นอยู่ “ภายใน” ได้แก่อารมณ์อันน่าปรารถนาหนึ่ง และอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอีกหนึ่ง เมื่อปฏิปทาทั้งสองนี้ มีโทษอันปรากฏแจ้ง “แล้ว” โดยความเป็นจริง และละได้ “แล้ว” ด้วยปัญญาเท่านั้น มัชฌิมาปฏิปทาจึงเจริญได้ ข้อนี้จะเห็นได้ ก็ต้องเห็นอารมณ์เสียก่อน ว่าอารมณ์นี้เกิดแต่จิตก็จริง แต่ไม่ใช่จิต จิตนั้นอยู่เฉยๆ อารมณ์ต่างๆนั้นเวียนมาเกิดเพราะเหตุ เมื่อเกิดแล้ว ตั้งอยู่เพียงชั่วครู่เพื่อให้มีสติระลึกได้ แล้วก็ดับไป เมื่อเห็นอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดที่จิตเพราะมีเหตุเป็นแดนเกิด เกิดแล้วก็ดับ ไม่อยู่ในการบังคับบัญชา และไม่ใช่จิต จึงไม่น่าพึงพอใจ เป็นทุกขัง (ภาษาบาลี แปลไม่เหมือนกับ ทุกข์ ภาษาไทย) ชัดเจน จึงคลายการเข้าไปมีอุปปาทานยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้ อันเป็นวัฏฏะแห่งทุกข์ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ย่อมหน่ายในอารมณ์ ทั้งที่เป็นที่น่าพึงพอใจ และที่เป็นที่ไม่น่าพึงพอใจ เมื่อหน่ายย่อมปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้วก็ไม่มีอุปปาทานยึดติดกับทางสุดโต่งสองทางนี้ เมื่อนั้นจึงเป็นโอกาสอันสมควรแก่การเจริญอริยะมรรค ถ้าไม่เข้าใจข้อนี้ พวกเราชาวพุทธก็จะข้ามไปดำเนินตามอริยมรรคกันเลย ไปถือศีลที่ปราศจากปัญญา ไปฝึกกรรมฐานที่ปราศจากศีล ฯลฯ ถึงจะ “ปฏิบัติ” กันมากแค่ไหน เพราะปราศจากปัญญา ก็ยัง “ไม่มีทาง” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องศาสนานี้เขียนไปก็มีความเห็นถกเถียงกันเปล่าๆ ทุกคนก็รู้ดีกันทั้งนั้น ศึกษามามากทั้งนั้น เก่งกันทั้งนั้น จึงจะขอเลี่ยงเรื่องศาสนา เอาไว้ให้คนอื่นที่เก่งๆ มาขยายต่อก็แล้วกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันอาสาฬหะบูชาปีนี้ พระจันทร์เต็มดวง (เล็งอาทิตย์) ตอน 6 โมงเย็น เล็งเสาร์ในเรือนคู่ธาตุไฟ (อาทิตย์) โดยมี Orb เพียง 2 องศา ทำมุม 210 องศากับดาวศุกร์ในเรื่อนของคู่สมพล (อาทิตย์) แต่เป็นเรือนมรณะลัคณ์ (เรื่องลัคณานี้ก็ยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่อีกมาก ให้ความสำคัญจนเกินกว่าเหตุ ตามจริงลัคณาเป็นเพียงจุดที่ใช้คำนวณกำหนดเรื่อนต่างๆเท่านั้นเอง เช่นในที่นี้ กำหนดพระศุกรในเรือนมรณะเป็นต้น) น่าเป็นห่วง ที่ Moon Void of Course คือมีองศาแก่มากแล้วถึงเกือบ 29 องศา ในขณะที่พฤหัส คู่ชู้ เด่นในเรือนคู่มิตร (อาทิตย์) ที่อยู่ในเรือนคู่ธาตุ (เสาร์) มี Grand Trine ในเรือนที่ 4 ระหว่างอังคาร (เกษตร) กับพุธและศุกร (คู่ธาตุน้ำ) และกับ Pluto ปีหนึ่งนับจากวันนี้ พระสงฆ์จะมีบทบาทที่เด่นมากในสังคม มีทรัพย์มาก (ซึ่งผิดพระวินัยอย่างร้ายแรงมาก) แต่ไม่ค่อยมีผลดีให้เห็นเป็นรูปธรรม จะมีการประพฤติผิดพระธรรมวินัยชนิด “หน้าไม่อาย” หลายประการ เป็นข่าวให้พวกเราได้ปลงสังเวชกัน (เมื่อไหร่จะเลิกให้เงินพระกันเสียที) วันครูปีนี้ เราจึงควร Reflect หรือ สะท้อน ธรรมมะ ในหัวข้อ หิริโอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป เพื่อเป็นการบูชาพระพฤหัสบดีเทวาอย่างถูกต้องตามกำลังอำนาจของจักรวาลในวันสำคัญ คือวันอาสาฬหะบูชานี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากวันอาสาฬหะบูชา ก็จะเป็นวันเข้าพรรษา ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในฤดูฝน อันไม่เหมาะแก่การเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ทรงกำหนดให้พระภิกษุอยู่จำพรรษาร่วมกัน ใช้เวลาร่วมกันนี้ มา “สะท้อน” หัวข้อธรรมมะสู่กันและกัน ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ผมก็ขอ “สะท้อน” ความรู้สึกไปยังสมาชิกทุกคนถึงความปรารถนาดีอย่างจริงใจ อยากให้ทุกคนได้รับความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่ความสำเร็จหรือความไม่สำเร็จนั้น เป็นผลเกิดมาแต่กรรม ใครทำบุญเอาไว้ดี จะซื้อขายอย่างไรก็มีกำไร ใครไม่ได้ทำบุญเอาไว้ ให้เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้กำไร อยากรวยก็มีทางเดียวครับ คือการหมั่นสั่งสมกุศลกรรม เข้าพรรษาปีนี้ 3 เดือน เรามาทำบุญโดยการศึกษาพระวินัยกันสักเรื่องหนึ่งดีไหมครับ ผมขอเสนอ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ คืออาบัติที่พระภิกษุต้องสละคืน ผิดไม่ได้ พระพุทธองค์ไม่ทรงยินยอม ต้องให้ภิกษุสละคืน ห้ามเก็บเอาไว้ และเป็นอาบัติขั้นร้ายแรงมาก พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกษุรับเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นรับ ซึ่ง “กหาปณะ” คือเงินทองหรือสิ่งของที่มีค่าใช้ซื้อขายได้ และทรงห้าม แม้แต่การ “ยินดี” ที่ให้โยมเก็บไว้เพื่อตน (ใบปวรณา) ก็ไม่ทรงยินยอม (สิกขาบทที่ ๘ โกสิยวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์) และทรงบัญญัติติ่ไปอีก ห้ามภิกษุซื้อขายของโดยใช้ของอื่นๆนอกเหนือไปจากเงินทอง (สิกขาบทที่ ๙) คือจะซื้อขายด้วยอะไรก็ไม่ทรงยินยอมทั้งนั้น และทรงห้ามซื้อขายแม้ด้วยการแลกเปลี่ยน (Barter trade) (สิกขาบทที่ ๑๐) จาก “ศีล” เหล่านี้ จะเห็นได้ว่า พระจับเงินเป็นบาป คนถวายเงินพระเป็นบาป พระจับซองโดยไม่จับเงินเป็นบาป 3 ต่อ คือหนึ่ง เวลาอยู่กับโยมแกล้งตอแหลทำเป็นเคร่ง รับซอง ไม่รับเงิน แต่สอง พอกลับไปกุฏิก็เอาเงินออกมาจับต้องอยู่ดี และสาม โกหกว่าไม่จับเงิน พวกเราก็เห็นกันอยู่แล้วนะครับ ว่าพระป่าดีๆ ท่านไม่ยุ่งเรื่องเงินทอง พระที่มีเงิน ก็เอาไปซื้อหนังโป๊ ไปซื้อประเวณีอย่างที่จับได้หลายตัว (พวกนี้ผมไม่เรียกว่าองค์) ดังนั้น ในพรรษาปีนี้ พวกเราชาว Chaloke.com มาร่วมกันทำบุญด้วยการไม่ถวายเงินพระตลอดพรรษากันดีไหมครับ จะถวายก็ถวายวัด อย่าถวายพระ ถ้าพระองค์ไหนทวงเงิน ก็ตอบท่านไปว่าศีลข้อที่ 8-9-10 ห้ามพระวุ่นเรื่องเงิน ทำได้แค่นี้ก็ได้บุญมากมายแล้ว ช่วยกันรักษาพระศาสนาไว้ อย่าให้มัวหมองด้วยการกระทำของพระหน้าไม่อายที่ทรยศต่อองค์พระศาสดา ต้องอาบัติจับต้องเงินทอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขออานิสงส์แห่งบุญที่พวกเราตั้งใจช่วยกันรักษาพระวินัยข้อนี้ อันเป็นเหตุป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนามัวหมองด้วยการกระทำของพระภิกษุผู้ไร้ยางอายจับต้องเงินทอง จงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทุกท่านได้กำไรจากตลาดหุ้นตลอดปี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-8806336670115512766?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.chaloke.com/modules.php?name=Forums&amp;file=viewtopic&amp;t=338#39936' title='อาสาฬหบูชา'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/8806336670115512766/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=8806336670115512766&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8806336670115512766'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8806336670115512766'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='อาสาฬหบูชา'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-2119264509240691138</id><published>2007-06-20T12:22:00.000+07:00</published><updated>2007-06-20T12:24:02.348+07:00</updated><title type='text'>หนังขายยา</title><content type='html'>* เมื่อปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่อง The Constant Gardener เข้ามาฉายในบ้านเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ยักษ์ แต่ก็มีคอหนังจำนวนหนึ่งได้ชม มันเป็นภาพยนตร์ที่เปิดโปงอิทธิพลของบรรษัทยาข้ามชาติที่สามารถชี้เป็นชี้ตายชีวิตใครต่อใครได้ตามอำเภอใจ แต่ด้วยความที่เป็นหนังจึงมีหลายคนเกิดคำถามว่า เป็นไปได้หรือที่บริษัทแห่งหนึ่งจะมีอำนาจเที่ยวไล่คนนั้นคนนี้ได้ถึงเพียงนั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ถึงห้วงเวลานี้สังคมไทยรู้จักคำว่า ‘มาตรการการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา’ หรือ Compulsory Licensing (CL) กันพอสมควร จากการประกาศใช้ซีแอลกับยา 3 ชนิดของกระทรวงสาธารณสุขที่นำโดย นายแพทย์มงคล ณ สงขลา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและองค์กรเอกชนอย่างล้นหลาม ท่ามกลางความไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย และไม่นึกฝันของบริษัทยาข้ามชาติ ทางบริษัทยาจึงใช้อิทธิพลล้นเหลือในประเทศสหรัฐฯบีบเราทุกวิถีทางเพื่อให้ยกเลิกซีแอล (แต่ปากก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับซีแอล) ตามที่เป็นข่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งในแอฟริกา เด็กชายอานาสเหม่อมองเพื่อนๆ เล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน เฝ้ามองลูกฟุตบอลกลิ้งไปตามแรงเท้า ใช่, ถ้าเป็นไปได้เขาอยากเป็นคนทำให้ลูกกลมๆ นั่นเข้าประตูด้วยตัวเขาเอง แต่เขาทำไม่ได้ ข้อเข่าของอานาสมีปัญหา เด็กชายไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่หลังจากที่เขาได้รับยาจากบริษัทยาข้ามชาติที่เข้าไปในแอฟริกาโดยที่พ่อของอานาสเข้าใจว่าเป็นองค์การหมอไร้พรมแดน กว่าเด็กชายและผู้เป็นพ่อจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นหัวเข่าของอานาสก็ไม่เหมือนเดิม พ่อของอานาสไม่รู้ตัวเลยว่าเด็กชายกลายเป็นหนูทดลองยา ‘โทรแวน’ ให้กับบริษัทยา ไม่มีการบอกกล่าว ไม่มีการขออนุญาต บริษัทยาตอบแทนความไว้วางใจของอานาสด้วยวิธีที่อานาสก็คาดไม่ถึง เรื่องนี้คือที่มาของ The Constant Gardener&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * การต่อสู้เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่ไม่แพงทารุณยังดำเนินต่อไป การล็อบบี้ การเจรจาระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและบริษัทยังเป็นไปอย่างแหลมคม จะมีสถานการณ์ไหนอีกที่เหมาะสมไปกว่านี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิที่ควรปกป้องให้แก่สังคม และเปิดโปงพฤติกรรมของบริษัทยา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * Dying for Drugs&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * เทศกาลหนังขายยาโครงการ 1&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เจ้าหน้าที่องค์กรหมอไร้พรมแดน เบลเยี่ยม-ประเทศไทย “เป็นคนชอบดูหนังและพบว่าในเมืองไทยมีหนังสือสารคดีน้อย แต่ในต่างประเทศสารคดีมันนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ครั้งหนึ่ง ขณะที่พี่กำลังเขียนเรื่องสิทธิบัตรยา ยาใจคนรวย เราพบว่ามีสารคดีเรื่องหนึ่งที่ถูกฉายให้แก่กรรมาธิการของวุฒิสภาและ ส.ส.ในอเมริกาชม ซึ่งก็คือเรื่อง Dying for Drugs มันทำให้ ส.ส. ส.ว. ในตอนนั้นถึงกับช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้าย แม้ว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกากลางจะผ่านสภาไปได้ แต่ก็ผ่านไปด้วยคะแนนที่น้อยมากไม่เกิน 3 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา กระทั่งได้มาทำงานที่องค์กรหมอไร้พรมแดนซึ่งเป็นเหมือนที่ปรึกษาของทีมที่ทำหนังสารคดีเรื่องนี้ เราจึงได้ดู ขณะที่ดูเราก็ร้องไห้ตลอดเวลา และรู้สึกว่าคนไทยควรจะได้ดูเรื่องแบบนี้ เป็นที่มาของเทศกาลหนังขายยาเราต้องการให้ดูหนังพฤติกรรมการขายยา ซึ่งหลายคนที่ดูก็รู้สึกตรงกันว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนภาพทุกอย่างของอุตสาหกรรมยา”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ประเทศแคนาดา เมื่อนักวิจัยคนหนึ่งของบริษัทยาพบเห็นสิ่งผิดปกติจากการทดลองยาตัวใหม่ เขาจึงแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นไปทางบริษัทและเสนอแนะว่าน่าจะหยุดการทดลองในคนไปก่อน เพื่อกลับไปศึกษาตัวยาใหม่อีกรอบ เขาถูกไล่ออกและห้ามเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยซึ่งรับเงินอุดหนุนจากบริษัทยาแห่งนี้ที่นักวิจัยผู้นี้สังกัดอยู่ก็กดดันสารพัดวิธี มีการข่มขู่คุกคามถึงชีวิต เรื่องไปจบลงที่ศาล และเขาชนะ ยาตัวนี้จึงถูกถอนออกจากประเทศแคนาคา แต่ไปวางขายในสหภาพยุโรป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * Dying for Drugs เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ออกอากาศทางช่อง 4 ในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2003 เป็นภาพยนตร์ที่รวบรวมเรื่องราวไม่สู้ดีของบริษัทยา 4 กรณีจากทั่วโลก ใช้เวลา 2 ปีในการเก็บข้อมูล สิ่งแรกที่ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามปูพื้นให้เห็นคือก่อนจะนำยาเข้าสู่ตลาดบริษัทยาลงมือทำอะไรลงไปบ้าง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * พฤติกรรมการเอาเปรียบของบริษัทยาซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงยา รวมถึงพฤติกรรมที่พอจะเรียกได้ว่า ‘ฉ้อฉล’ เป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนพยายามพูดถึงมาตลอด และก็ถูกท้าทายมาตลอดเช่นกันว่า ‘ถ้ามีผลกระทบจริงก็เอาตัวอย่างรูปธรรมมาให้ดูสิ’ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนก็ค่อนข้างลำบากใจกับคำท้าทายนี้ แต่ Dying for Drugs คือรูปธรรมที่แจ่มชัดที่สุด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ภญ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล กรรมการหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมจัดเทศกาลหนังขายยาโครงการ 1 “ในวงการสำหรับคนที่ติดตามเรื่องยา พอดูสารคดีเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกตื่นเต้นเพราะมันเป็นหลักฐาน แต่เรายังไม่แน่ใจว่าสำหรับประชาชนทั่วไปจะโดนใจหรือเปล่า ทุกวันนี้แค่เรื่องซีแอลก็ยังปรากฏว่ามีการโต้เถียงกันใหญ่โตว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ เราทำไมไม่บอกบริษัทยา ทำไมเราไปยึดของของเขา ซึ่งถ้าเราไม่ยกระดับความรู้เราก็จะยังเข้าใจแบบนี้ ทางบริษัทยาก็จะเอาอะไรที่ไม่ถูกต้องมาอ้างๆๆ จริงๆ ในประเทศไทยก็ถูกบริษัทยากระทำมาตลอด ถ้าไปดูเรื่องสิทธิบัตรยา มันใช่เลย เพราะเดิมทีสิทธิบัตรยาจะดูแลเฉพาะเรื่องการผลิต ไม่ได้ให้สิทธิในตัวยา หมายความว่าแต่ก่อนเราอาจซื้อสารมาและใช้กระบวนการผลิตอื่นเพื่อผลิตยาได้ แต่ตอนหลังเมื่อสิทธิบัตรครอบคลุมถึงเรื่องตัวยาปุ๊บ เราก็ไม่สามารถซื้อยาจากที่ไหนได้เลย”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * เทศกาลหนังขายยาโครงการ 1 จะจัดขึ้นที่ห้องประชุมคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันเสาร์ที่ 23 นี้ เวลาบ่ายโมงตรง นอกจากฉายหนังแล้ว ยังมีการปาฐกถานำโดย ภญ.ดร.กฤษณ ไกรสินธุ์ นักวิจัยไทยที่เดินทางไปผลิตยาให้กับคนจนในทวีปแอฟริกา และตั้งวงเสวนาพูดคุยในหัวข้อ “ไม่มีสิทธิ ไม่มีเงิน ไม่มียา” ที่สำคัญ...ดูฟรี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ภญ.ดร.กฤษณ ไกรสินธุ์ “จริงสิ ในหนังมันไม่เว่อร์หรอก มันเป็นความจริง แต่ว่าขออย่าให้จบแบบ The Constant Gardener นะ แต่แรงกดดันมันเป็นแบบนั้นจริงๆ มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์มหาศาล จุดยืนที่บริษัทยามองคือ Profit before People แต่เรามอง People before Profit เมื่อจุดยืนต่างกัน เป้าหมายก็ย่อมต่างกัน แรงกดดันจึงขึ้นอยู่กับความมากน้อยของกำไร ถ้ายิ่งเราไปลดกำไรเขามากแรงกดดันก็ยิ่งมาก ยิ่งมีการตอบโต้ที่รุนแรง ทั้งโทรมาด่า โทรมาขู่ฆ่า ด่าเราทางหน้าหนังสือพิมพ์ ให้บุคลากรในองค์การ (องค์การอะไร??? ต้องไปถามในงาน) ต่อต้านเรา ทุกรูปแบบที่จะเป็นไปได้ ตายนั่นแหละที่ยังไม่เจอ แต่เราก็ชินแล้ว แต่ที่นี้เราขอให้คนที่มองอยู่ข้างนอกเห็นใจเราบ้าง เราทำหน้าที่ของเรา เราไม่ได้ไปขัดผลประโยชน์ใคร กำไรเขาลดลงบ้าง แต่เราทำเพื่อใคร ทุกอย่างก็เพื่อมนุษยธรรมทั้งนั้น ถามหน่อยสิว่าบริษัทยาจะทำยาเพื่อขายคนมั้ย ก็ต้องขาย เหมือนกับที่เราทำนั่นแหละ วัตถุประสงค์เหมือนกัน เพียงแต่ในระหว่างทางแต่ละคนกอบโกยไม่เท่ากัน ฉะนั้น คนที่มองข้างนอกขอให้เห็นใจบ้าง”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ในประเทศเกาหลีใต้ ผู้ป่วยลูคิเมียยินยอมให้ตัวเองเป็นเครื่องทดลองยา ไม่มีปัญหา ยาตัวนี้ใช้ได้ดี แต่ปรากฏว่าเมื่อยาดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนและออกสู่ท้องตลาด ผู้ป่วยลูคิเมียที่เข้ารับการทดลองพบว่าราคาช่างแสนโหดร้าย และพวกเขาจะไม่ได้ยาฟรีๆ อีกต่อไป เพราะหน้าที่หนูทดลองของพวกเขาจบลงแล้ว ทางภาคประชาสังคมและรัฐมนตรีสาธารณสุขของเกาหลีใต้จึงมีความคิดที่จะทำซีแอลยาตัวนี้ ขณะที่ทางประเทศอินเดียก็พร้อมที่จะขายให้ในราคาที่ต่ำกว่าเป็นร้อยเท่า บทสรุปของเรื่องนี้มีอยู่รัฐมนตรีสาธารณสุขถูกไล่ออก และในวันที่เขาถูกไล่ออกเขาแถลงว่า คนที่ทำให้ถูกไล่ออกเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบริษัทยา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * เภสัชกรหญิงสุนทรี “การสู้กันในช่วงก่อนหน้านั้น ไทยเรายังไม่มีประกันสุขภาพใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น คนที่เดือดร้อนจึงเป็นคนที่ต้องจ่ายเงินซื้อยาเอง หมอมีหน้าที่จ่ายยาแพงๆ ก็จ่ายไปตามที่รีเทลยามาเสนอ ถ้ามีเงินก็ซื้อยา ถ้าไม่มีก็แย่ ต้องขายที่ขายนามาซื้อยา สิ่งที่พวกเราถูกท้าทายมาตลอดก็คือได้แต่พูดไปโดยที่ไม่มีตัวอย่างรูปธรรมไปพิสูจน์ให้เห็น ว่าใครเสียหาย ใครต้องตาย เพราะมันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เราจะไปเอาข้อมูลรูปธรรมที่ไหน แต่เมื่อสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดขึ้นมาดูแลรับผิดชอบค่ายา มันจึงกลายเป็นเรื่องของคนทั้งสังคม มีคนเดือดร้อนอยู่ทั่วไป อันเป็นผลจากการที่โครงสร้างด้านสาธารณสุขของเราที่เปลี่ยนแปลงไป แต่พูดตรงๆ เรื่องซีแอลตอนนี้ กลุ่มผู้บริหารประเทศก็ยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ฝ่ายที่จะค้าขายก็จะค้าขายอย่างเดียว บอกว่ากระทรวงสาธารณสุขทำให้เขาค้าขายไม่ได้ ฉะนั้น ตรงนี้จึงไม่ไปด้วยกัน ขณะที่ภาคประชาสังคมเดินหน้าไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้ทำซีแอลก็ถือได้ว่าเราได้ผ่านแบบฝึกหัดแรกไปแล้ว เราเริ่มเข้าใจในสิทธิของเรา”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ในประเทศฮอนดูรัส ประเทศที่ยามีราคาสูงมาก ยาฟลูโคนาโซลซึ่งใช้รักษาเชื้อราในสมอง (ตอนที่ติดสิทธิบัตรในประเทศไทยขายอยู่ที่ 286 บาท ตอนนี้ไม่มีสิทธิบัตรขายอยู่ประมาณ 10 บาท) เป็นยาที่แพงเกินกว่าเงินเดือนหนึ่งอาทิตย์ของคนที่นั่น เด็กคนหนึ่งไม่มียากิน เอ็นจีโอคนหนึ่งจึงข้ามไปประเทศข้างๆ เพื่อไปซื้อยามาต่อชีวิต แต่มาไม่ทัน เด็กจากไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย แต่มันยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางในตัวมันเอง มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ศ.ดร.กฤษณา “ไม่ใช่ว่าเราทำซีแอลแล้วก็จะนำเข้ายาจากอินเดียมาตลอด มันอาจจะมีประโยชน์ในแง่ที่ว่าคนของเราได้รับยาในราคาที่ถูก แต่ในขณะเดียวกันเราต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยาในบ้านเราด้วย เราต้องผลิตยาที่เราทำซีแอลด้วย เพื่อที่เราจะได้ใช้ยาในระยะยาว ไม่ใช่ว่าจะยืมจมูกคนอื่นหายใจ มันไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว เราจึงต้องทำพร้อมกัน ทั้งทำซีแอลและพัฒนาอุตสาหกรรมยาในบ้านเราซึ่งมีศักยภาพในการผลิตยาที่เราทำซีแอล แต่ต้องแยกระหว่างการทำยาที่ประกาศซีแอลกับการพัฒนาตัวยาใหม่ๆ นะ เพราะประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์เต็มไปหมด ถ้าไม่มัวตีกันเองป่านนี้ก็พัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถ้าให้พูดตรงๆ ดิฉันทำยาอยู่ในอุตสาหกรรมยามาตั้งแต่ปี 1983 จนถึงตอนนี้ 24 ปี ดิฉันยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการอุตสาหกรรมยาบ้านเราเลย ไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม นี่พอจะตอบได้หรือยังว่าดิฉันมองอุตสาหกรรมยาในบ้านเราอย่างไร”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * การให้สิทธิบัตรโดยความสมัครใจ หรือ Voluntary Licensing (VL) เป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่บริษัทยากำลังจะใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองให้ยกเลิกซีแอล มันคืออะไร? มันก็คือการที่บริษัทยาให้สิทธิในการผลิตยาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง มันไม่ดีอย่างไร? การให้โดยสมัครใจย่อมดีกว่าการบังคับมิใช่หรือ? แต่ว่า...ก่อนที่เจ้าของสิทธิจะอนุญาตให้ผลิต ทางบริษัทยาก็จะใช้ข้ออ้างในเรื่องคุณภาพเพื่อตรวจสอบมาตรฐานในการผลิตของผู้ที่จะได้รับอนุญาต ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วก็คือไม่มีโรงงานผลิตยาของประเทศกำลังพัฒนาประเทศไหนเคยผ่านการตรวจสอบมาตรฐานเลย เพราะจะมีข้อผิดพลาดล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนที่บริษัทยายกขึ้นมาอ้าง ในที่สุดก็ไม่มียาสักเม็ดสามารถผลิตออกมาได้ คนที่อยู่ในแวดวงยาบอกว่าประเทศไทยจะต้องระวังอย่าตกหลุมพรางนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ศ.ดร.กฤษณา “VL การให้อนุญาตโดยสมัครใจคือต้องสมัครใจทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่ถามว่ามีประเทศไหนมั้ยที่ใช้วีแอลแล้วได้ผล คำตอบก็คือไม่มีเลย วีแอลจะใช้ได้เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเพราะคนที่ให้วีแอลเขามีความเชื่อมั่นว่าคนที่รับมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับ ต้องตาน้ำข้าวเท่านั้นถึงจะรับได้ อย่างเรานี่เมื่อไหร่จะรับได้ล่ะ อย่างในแอฟริกา บริษัทยาแห่งหนึ่งก็ไปสำรวจดูโรงงานว่าที่นั่นมีศักยภาพพอที่จะรับได้มั้ย เพราะเขาจะให้วีแอลกับแทนซาเนียเพื่อผลิตยาซาฟินาเวียร์เป็นยาสูตรสำรอง ปรากฏว่าไม่มีประเทศไหน บริษัทไหนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับจากมัน มันก็เอามาล่อไว้เฉยๆ”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * มีคนบอกว่า ‘มาตรการบังคับใช้สิทธิ’ อาจจะเป็นคำที่ไม่ถูกต้องนัก คำที่ถูกคือ ‘มาตรการการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา’ เพราะมันเป็นสิทธิของเราตามกฎหมายสิทธิบัตร ไม่ใช่การบังคับใช้สิทธิแต่มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเรา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * กรรณิการ์ “แม้ว่าช่วงนี้คนไทยจะได้รับรู้เรื่องซีแอลมากขึ้น แต่มันก็เป็นการอธิบายที่ยังไม่มีหน้าของคน ภาษาอังกฤษเรียกว่ายังไม่มี Human Face ในเรื่องราว ฉะนั้น เราจึงอยากให้คนไทยได้เห็นว่ายาที่ถูกผูกขาดมันส่งผลกระทบขนาดไหน พฤติกรรมบริษัทยามันเป็นยังไง เราคาดหวังให้คนรู้เรื่องเหล่านี้มากขึ้น และเข้าใจว่าทำไมการทำซีแอล การท้าทายบริษัทยาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ระบบทรัพย์สินทางปัญญา ระบบสิทธิบัตรมันมีปัญหา เพราะยาไม่ใช่ซีดี ไม่ใช่หนัง ไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ควรเอามาผูกติดกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่มันเป็นเรื่องของชีวิต ดังนั้น ถ้าคุณปล่อยให้ใครสักคนผูกขาด มันหมายถึงการจะต้องมีคนตายเป็นจำนวนมาก เราคิดว่าหนังสารคดีเป็นสื่อที่ดีมากๆ เมื่อก่อนเราเคยดูเรื่อง The Constant Gardener เป็นเรื่องที่เอามาจากเรื่องจริงแล้วเอามาขยาย แต่สารคดีมันเป็นเรื่องจริง มันจึงน่าจะสัมผัสคน เข้าถึงคนได้มากกว่า เราหวังว่าถ้างานนี้มันสร้างแรงบันดาลใจก็อาจจะทำให้คนทำหนัง นักศึกษา คนรุ่นใหม่ในเมืองไทยอยากจะทำอะไรที่มันมากไปกว่าเรื่องสายลม แสงแดด และความรัก เราหวังถึงขนาดนั้น แต่มันเป็นโครงการต่อไป ต้องขอดูหลังจากจบงานนี้ก่อน”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ในสายตาของ สนานจิตต์ บางสพาน นักวิจารณ์และผู้กำกับภาพยนตร์ (เขาจะไปร่วมพูดคุยในงานครั้งนี้ด้วย) บอกว่า ด้วยความที่ Dying for Drugs เป็นหนังสารคดีเขาจึงไม่อาจพูดถึงพลังในการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ได้มากมาย แต่ต้องยอมรับว่าเป็นหนังสารคดีที่ดีเรื่องหนึ่งที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาและเปิดโปงพฤติกรรมของบริษัทยาได้ดี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * หนังไทยที่มากกว่าสายลม แสงแดด และความรัก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * หนังสารคดีของไทยที่ตีแผ่ความเป็นไปของสังคม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * สนานจิตต์ “เมืองไทยอย่าไปหวัง ไม่มีใครให้ทุนคุณทำหนังแบบนี้หรอก อย่าว่าแต่โรงหนังเลย จะเอาออกโทรทัศน์ก็ไม่มีใครกล้าให้คุณหรอก เผลอๆ คุณจะถูกยิงตายด้วย”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * ?!?!?!?!?&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       * บนสองฝั่งของตาชั่ง ฝั่งหนึ่งมี ‘กำไร’ วางอยู่ อีกฝั่งคือ ‘ชีวิต’ เราจะเลือกชีวิตหรือกำไร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       *********************&lt;br /&gt;       เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-2119264509240691138?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000071119' title='หนังขายยา'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/2119264509240691138/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=2119264509240691138&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/2119264509240691138'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/2119264509240691138'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/06/blog-post_20.html' title='หนังขายยา'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-2223320602398053611</id><published>2007-06-19T08:18:00.000+07:00</published><updated>2007-06-19T08:19:16.619+07:00</updated><title type='text'>“ท่านพุทธทาส” มองทุกศาสนาเท่าเทียม เลิกยึดติด “กูนิยม”</title><content type='html'>นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดอิสระ ให้สัมภาษณ์นายสันติสุข มะโรงศรี ในรายการ “รู้ทันประเทศไทย” ออกอากาศทาง เอเอสทีวี คืนวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีการประท้วงของพระภิกษุด้วยการเข้าไปนอนในโลงศพ เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติว่า โดยส่วนตัวรู้สึกเห็นใจพระสงฆ์ที่กลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง และกลัวว่าศาสนาจะถูกทำลาย แต่พุทธศาสนานั้น อยู่เหนือความเป็นชาติ จะเอายึดตามชาตินิยมไม่ได้ เพราะการเอามาผูกกับชาตินิยม ทำให้พุทธศาสนาคับแคบ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ การเขียนเรื่องศาสนาไว้ในกฎหมาย เป็นโทษมากกว่าเป็นทุน ซึ่งทำให้ศาสนาถูกทำลาย เริ่มตั้งแต่การออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ.118 เป็นครั้งแรกที่คณะสงฆ์ต้องอยู่ใต้ราชาธิปไตย ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการออก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ก็ทำให้พระตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “มาจนทุกวันนี้ พระท่านมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง ก็สงสารท่าน พระส่วนใหญ่ก็ไปวุ่นอยู่กับไสยเวช หรือไม่ก็หลงใหลในบริโภคนิยม”นายสุลักษณ์กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นายสุลักษณ์กล่าวต่อว่า ถ้าเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใส จะต้องมีการออกกฎหมายอื่นตามมา เช่น พระต้องเสียภาษี เพราะพระก็มีรายได้ จะเอาหรือไม่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นอกจากนี้จะต้องเกิดเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน เหมือนที่ศรีลังกา คนที่เคยนับถือมุสลิม หรือคริสต์ จะมาเป็นนายกฯ ต้องออกจากศาสนาเดิมมานับถือพุทธ บางคนก็ถือพุทธแค่พอเป็นพิธี และถูกคนพุทธฆ่าตาย ที่พม่าก็เคยบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ สมัยนายอูนุเป็นนายกฯ ก็ทำให้เกิดการประท้วงจนนายพลเนวินเข้ามายึดอำนาจ ในศรีลังกาก็มีปัญหาจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นายสุลักษณ์ กล่าวอีกว่า การบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น นักการเมืองจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ แต่พระไม่ได้ประโยชน์ เพราะพระสงฆ์โดยส่วนใหญ่เป็นคนจนซึ่งนักการเมืองไม่เคยเหลียวแลอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถึงจะมีหรือไม่มีในรัฐธรรมนูญ รัฐก็ไม่ช่วยพระสงฆ์ไปมากกว่านี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขณะเดียวกัน เมื่อมองโดยภาพรวม พุทธศาสนาเป็นศาสนาอันดับหนึ่งของคนไทยอยู่แล้ว เราไม่ต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการเอาเปรียบศาสนาอื่น ยิ่งในปัจจุบันเรามีการเอาเปรียบทางวัฒนธรรมคนกลุ่มอื่นอยู่แล้ว ถ้าไปกำหนดว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอีก ยิ่งจะเป็นการเอาเปรียบพวกเขามากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ชาวพุทธที่แท้ต้องเอาอย่างท่านพุทธทาส ที่ให้ทุกศาสนาเท่าเทียมกับเรา ไม่ต้องแบ่งแยก ท่านถึงกับเขียนหนังสือที่เรียกว่า ไม่มีศาสนา หรือ ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า no-religion อย่างให้เอาตัวท่านพุทธทาสเป็นตัวอย่าง อย่าเอาชาตินิยม หรือกูนิยม เป็นตัวตั้ง อยากให้มองทุกศาสนาเป็นอิทิปัจจยตา คือมีความเกี่ยวโยงกัน อย่ายึดเอายี่ห้อ เอาตัวเองเป็นใหญ่”นายสุลักษณ์ กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนที่บางคนอ้างว่า การบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นการประทับรับรองว่าพระจะไม่ถูกทอดทิ้งนั้น นายสุลักษณ์กล่าวว่า ควรบรรจุไว้ในใจ ไม่ใช่ไว้ในกฎหมาย และการที่พระจะไม่ถูกทอดทิ้ง ก็อยู่ที่การเป็นพระที่ดี น่ารัก ช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่ใช่เอาแต่เป่าน้ำมนต์พ่นน้ำหมาก หรือขายสวรรค์แบบธรรมกาย พระที่มาประท้วงนี้ไม่รู้ธรรมกาย หรือทักษิณให้การสนับสนุนอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นายสุลักษณ์ กล่าวต่อว่า พิธีการต่างๆ ทำให้พระเข้าถึงใจคนไม่ได้ แต่อยู่ที่พระมีเมตตากรุณา ช่วยเหลือชาวบ้าน และต้องออกมาเรียกร้องสิทธิให้กับคนยากคนจน ไม่ใช่ออกมาเรียกร้องให้กับตัวเอง ซึ่งขณะนี้เถรสมาคมเองก็ไม่ทำงาน ทำแต่เรื่องการเลื่อนสมณศักดิ์ หายศถาบรรดาศักดิ์แข่งกัน นั่งรถวอลโว่แข่งกัน ไม่เข้าใจเรื่องบริหาร ต้องทำอย่างพระพุทธเจ้า ที่ใช้สมาธิ-ปัญญาให้มาก อย่าใช้แต่ยศถาบรรดาศักดิ์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “คนเขาเบื่อพระมากๆ พระท่านก็ไม่รู้ แต่พระดีๆ ไม่ออกมาวุ่นวายเรียกร้องเรื่องแบบนี้หรอก ท่านจะอยู่กับชาวบ้าน คอยช่วยเหลือชาวบ้าน”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นายสุลักษณ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาสมัยใหม่เป็นการทำลายพระสงฆ์ เพราะทำให้คนชนบทต้องเข้ามาอยู่ในเมือง และไม่มีใครอุดหนุนพระ และพระสมัยนี้ ก็ไม่ทำอะไร จำนวนมากดูแต่ทีวี เพิ่มกิเลสราคะ โดยที่ไม่มีการออกกฎห้ามเลย อยากให้พระยุคใหม่ภูมิใจกับความเป็นสมณะ มากกว่าที่จะภูมิใจในยศถาบรรดาศักดิ์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส.ศิวรักษ์ กล่าวย้ำว่า การเรียกร้องให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้นตนไม่เห็นประโยชน์ เห็นแต่โทษ อยากให้ดูศรีลังกา และพม่าเป็นตัวอย่าง เราไม่มองประเทศอื่นเลย อยู่แต่ในกะลา เป็นเรื่องที่อันตรายมาก สำหรับพระที่ออกมาประท้วงนั้น ก็น่าเห็นใจ แต่ก็ควรจะคุยกันมากกว่าที่จะไปอดข้าวประท้วง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-2223320602398053611?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000070833' title='“ท่านพุทธทาส” มองทุกศาสนาเท่าเทียม เลิกยึดติด “กูนิยม”'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/2223320602398053611/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=2223320602398053611&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/2223320602398053611'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/2223320602398053611'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/06/blog-post_19.html' title='“ท่านพุทธทาส” มองทุกศาสนาเท่าเทียม เลิกยึดติด “กูนิยม”'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-4337135529476913891</id><published>2007-06-14T09:05:00.000+07:00</published><updated>2007-06-14T09:07:07.227+07:00</updated><title type='text'>ทำบุญ</title><content type='html'>ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงตรากฎหมายที่เรียกว่า 'กฎพระสงฆ์' เพื่อกวาดล้างพวกอลัชชีที่เข้ามาแอบแฝงทำลายพระศาสนา ปรากฏใน กฎพระสงฆ์ ที่ ๖ ในกฎหมายตราสามดวง มีความตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          "และภิกษุทุกวันนี้บวชเข้ามิได้กระทำตามพระวินัยปรนนิบัติ เห็นแต่เลี้ยงชีวิตผิดธรรมให้มีแต่เนื้อหนังบริบูรณ์ประดุจโคกระบือ มีแต่จะบริโภคอาหารให้จำเริญเนื้อหนัง จะได้จำเริญสติปัญญานั้นหามิได้ เป็นภิกษุสามเณรลามกในพระศาสนา ฝ่ายฆราวาสก็ปราศจากปัญญา มิได้รู้ว่า ทำทานเช่นนี้จะเกิดผลน้อยมากแก่คนหามิได้ มักพอใจทำทานแก่ภิกษุสามเณรอันประสานทำการของตนจึงทำทาน บางคาบย่อมมักง่ายถวายเงินทองของอันเป็นอกัปปิยะมิควรแก่สมณะ สมณะก็มีใจโลภสะสมทรัพย์เลี้ยงชีวิต ผิดพระพุทธบัญญัติฉะนี้ ได้ชื่อว่าฆราวาสหมู่นั้นให้กำลังแก่ภิกษุโจรอันปล้นพระศาสนา ทานนั้นหาผลมิได้ ชื่อว่าทำลายพระศาสนา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีอลัชชีแอบแฝงห่มผ้ากาสาวะ มา ป่วน ที่หน้าทำเนียบ ป่วนบ้านป่วนเมืองวุ่นวายไปหมดแล้ว เพราะรัฐบาลโง่และอ่อนแอ โง่เพราะไม่ศึกษาพระวินัย ข้ออาบัตินิสสัคคิยะปาจิตตีย์ ที่พระพุทธองค์ทรงปรับอาบัติรุนแรงกว่าพระฆ่าสัตว์ รุนแรงกว่าพระเมาเหล้า คือการที่พระจับต้องเงินทอง ยินดีให้ผู้อื่นรับแทน (ปวรณา) ยินดีให้ผู้อื่นเก็บเอาไว้ (ธนาคาร) ทำการซื้อขายด้วยประการต่างๆ (ซื้อ Option ก็ไม่ทรงอนุญาต) อ่อนแอเพราะไม่กล้าบังคับสงฆ์ให้รักษาพระวินัย ไม่กล้าริบเงินให้หมดตามพระวินัย ดูซิว่าจะหายซ่ากันใหม รัชกาลที่ ๑ ทรงบริภาษทั้ง 'ภิกษุสามเณร ลามกในพระศาสนา' และทั้งทรงตำหนิบรรดาฆราวาสที่ชอบทำบุญกับภิกษุสามเณรเช่นนั้น เพราะเป็นการ 'ให้กำลังแก่ภิกษุโจรอันปล้นพระศาสนา' ประเทศชาติของเราไม่มีวันสงบสุขได้ ตราบใดที่ประชาชนกราบไหว้อลัชชี โง่งมงายกราบไหว้คนหน้าด้าน หน้าด้านห่มผ้ากาสาวะแล้วไม่รักษาพระวินัย หลอกให้คนเกิดปีควายเอาเงินไปให้ คนหน้าด้านกับคนโง่ คือประชาชนที่ยังทำบุญโง่ๆ (ที่ได้บาป) ด้วยการเอาเงินไปถวายพระ สองกลุ่มนี้ทำลายพระศาสนายับเยินไปแล้ว เทวดาย่อมไม่รักษาพระนคร ถ้าเราไม่จัดการให้พระรักษาศีล ยอมให้คนหน้าด้านมาโกนหัวห่มผ้าเหลือง แล้วให้คนโง่ พวกที่เกิดปีควาย เอาเงินไปให้ บ้านเมืองล่มจมแน่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอร้องสมาชิก chaloke.com ทุกท่านนะครับ อย่าเอาเงินถวายพระ เพราะจะทำให้พระต้องอาบัตินิสสัคคิยะปาจิตตีย์ ร้ายแรงกว่าพระเมาเหล้า ร้ายแรงกว่าพระฆ่าสัตว์ พระพุทธองค์ตรัสว่า อลัชชีหน้าด้านจับต้องเงินทองพวกนี้ ตายไปก็ตกนรกแน่นอน ปล่อยท่านลงนรกไปเถิดครับ เราอย่าลงไปด้วยเลย การเอาเงินถวายพระ ไม่ได้บุญ แต่ได้บาปหนัก บาปเพราะทำลายพระศาสนา ถ้าอยากทำบุญด้วยเงิน ก็ถวายวัดนะครับ อย่าถวายพระ ถวายวัดให้เป็นสมบัติของพระศาสนา เช่นถวายเงินค่าน้ำค่าไฟ เงินบำรุงวัด เงินค่าซ่อมแซม ฯลฯ เราได้บุญเต็มที่ ส่วนพระจะขโมยไปใช้ส่วนตัว ปล่อยให้ท่านตกนรกกันเอง เราไม่เกี่ยวด้วย จะให้ดีก็มาเป็นชาวพุทธจริงๆกันเสียหน่อย หัวใจของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัพพะปาปะสะ อะกะระนัง การไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ใช่การเอาเงินให้ไอ้พวกหน้าด้านโกนหัวห่มเหลืองเข้ามาหลอกคนเกิดปีควาย การไม่ทำบาปทั้งปวง ก็คือการถือศีล ๕ นั่นเองครับ เลิกทำลายพระศาสนาโดยการเอาเงินให้พระหน้าด้านเสียทีนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-4337135529476913891?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.chaloke.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=248&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0' title='ทำบุญ'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/4337135529476913891/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=4337135529476913891&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/4337135529476913891'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/4337135529476913891'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='ทำบุญ'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-7968082176166770978</id><published>2007-04-11T09:40:00.000+07:00</published><updated>2007-04-11T09:42:08.007+07:00</updated><title type='text'>ทำบุญกับทำทานต่างกันอย่างไร</title><content type='html'>การทำบุญนั้น จะให้อธิบาย ก็ต้องรู้ว่าจะให้อธิบายให้ ใคร ฟัง แต่ละคนก็มีบารมีไม่เสมอกัน ทำบุญได้ไม่เท่ากัน อานิสงส์ผลแห่งบุญก็ไม่เท่ากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากผู้ที่มีบารมีน้อยที่สุด เช่นคนธรรมดา คนยากคนจน คนพิกลพิการ คนเลว หรือแม้กระทั่งโจร ก็เริ่มทำบุญได้ด้วยการให้ ทาน ทานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาของ ผู้ให้ ให้ทำไม ให้เพื่อหวังรวยหรือให้เพื่อเสริมสร้างกรุณาและลดละโลภะจริต วัตถุทาน ต้องบริสุทธิ์ เป็นเงินทองที่ได้มาอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช่ของที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง เช่นโกงเขามา ผู้รับทาน ก็ทำให้ผลของทานต่างกัน ผู้รับทานเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ผลแห่งทานเศษอาหาร ย่อมให้ผลเป็นพันเท่า ถ้าผู้รับทานเป็นมนุษย์ไม่มีศีล ผลแห่งทานมากกว่าให้สัตว์อีกเป็นพันเท่า ถ้าผู้รับทานเป็นมนุษย์มีศีล ผลแห่งทานมากกว่าทานในมนุษย์ทุศีลพันเท่า ถ้าผู้รับทานเป็นมนุษย์ไม่มีศีลที่กำลังปฏิบัติเพื่อให้ถึงโสดาปฏิมรรค ผลแห่งทานมากกว่ามนุษย์มีศีลพันเท่า ถ้าผู้รับทานเป็นโสดาปัตติผล คือเป็นพระโสดาบัน ผลแห่งทาน ………. ถ้าผู้รับทานเป็นพระสกิทาคามี ………. ถ้าผู้รับทานเป็นพระอานาคามี ………. ถ้าผู้รับทานเป็นพระอรหันต์ ………. ถ้าผู้รับทานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ………. ถ้าผู้รับทานเป็นพระพุทธเจ้า ………. ถ้าผู้รับทานเป็นพระศาสนา คือถวายเป็น สังฆทาน ทานให้สงฆ์ ไม่ได้ให้พระ ผลแห่งทานมากกว่าทานที่ถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกหลายพันเท่า จนไม่สามารถนับประมาณได้ แต่สังฆทาน ต้องเป็นสังฆทานตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่กระป๋องเหลืองๆถวายพระอย่างทุกวันนี้ สังฆทานต้องประกอบด้วยวัตถุทานที่สงฆ์สามารถรับได้ตามพระธรรมวินัย พระรับอาหารดิบ (เช่นข้าวสาร) ไม่ได้ พระรับอาหารเพื่อเก็บรักษาข้ามวัน (เช่นอาหารกระป๋อง) ไม่ได้ ฯลฯ คงต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร แก่สงฆ์ ที่สำคัญคือ พระรับเงินรับทองหรือของที่ใช้ในการซื้อขายไม่ได้ ยินดีให้ผู้อื่นรับแทน (ใบปวรณา) ไม่ได้ ยินดีให้ผู้อื่นเก็บเอาไว้แทน (บัญชีธนาคาร) ไม่ได้ อาบัตินี้เป็นอาบัตินิสสัคคิยะปาจิตตีย์ หนักกว่าพระฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หนักกว่าพระเมาเหล้า ดังนั้น ใครเอาเงินถวายพระ ย่อมมีส่วนแห่งบาปกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ด้วย การให้เศษอาหารแก่หมา ให้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการถวายเงินพระ เป็นแสนเป็นล้านเท่า การถวายเงินพระเป็ยบาปอย่างยิ่ง ไม่ใช่บุญนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครให้ ให้ใคร แล้วก็ยังมี ให้อะไร ให้อย่างไร อีก การให้ทานต้องให้ด้วยปัญญา ไม่อย่างนั้น แทนที่จะได้บุญในครั้งนี้ก็จะกลายเป็นบาป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุญขั้นแรกคือทาน ใครๆก็ทำได้ คนเลวก็ทำได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีอานิสงส์มากมาย แต่บุญขั้นสูงขึ้น สำหรับผู้ที่มีบารมีสูงขึ้นอีก คือบุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ผู้ที่ให้ทานอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว เมื่อได้รับอานิสงส์แห่งทาน เกิดความชื่นใจแล้ว ครั้นอยากทำบุญให้สูงขึ้นอีก ก็สามารถทำได้ด้วยการ รักษาศีล คือการละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น การละเว้นจากการเอาของที่เขาไม่ได้ให้มาเป็นของของตัวเอง การละเว้นจากประพฤติผิดในกาม การพูดจาโกหกหลอกลวงเพ้อเจ้อ และการละเว้นจากการเสพของมึนเมา อันเป็นเหตุแห่งความประมาท (ในศาสนาอื่นๆ ทุกศาสนา ก็มีศีลใหญ่ๆเป็นเรื่องเดียวกัน) ในพระไตรปิฎกกล่าวเอาไว้ในทำนองว่า การทำบุญโดยการถวายทานเป็นทองคำ เอาไปหล่อเป็นก้อนอิฐ ก่อเป็นเจดีย์ถวายเป็นสังฆทาน สูงจากพื้นดินจรดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าการตั้งใจรักษาศีลได้เพียงอึดใจเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูแล้วง่าย แต่ไม่ง่าย เวลาเรารับศีลทุกข้อ จบด้วยคำว่า สิกขา ปทังสมาทิยามิ คำว่า สิกขา เป็นภาษาบาลี แปลว่า ศึกษา ดังนั้น เรารับศีลมาเพื่อ ศึกษา มีใครสักกี่คนที่พยายามศึกษาเรื่องศีล ส่วนใหญ่รับมาแล้วก็ถือเอาไว้เฉยๆ ไม่มีประโยชน์อันใด ไม่เป็นบุญ จะให้เป็นบุญต้องศึกษา เช่นศีลข้อที่ 1 ละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น ก็ศึกษาถึงโทษของการเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งมีอยู่นานาประการ เมื่อเห็นโทษแล้ว ก็ศึกษาถึงประโยชน์ของเมตตา การไม่เบียดเบียนใครๆ และกรุณา ความปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุข เมื่อเห็นโทษเห็นประโยชน์ชัดเจนแล้ว นี่จึงเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วก็สร้างสัมมาสังกัปปะ คือดำริที่จะรักษาศีลเพราะเห็นประโยชน์ ไม่ใช่รักษาอย่างงมงาย ก็ศึกษาต่อไปอีกว่า ทำไมมนุษย์ แม้แต่เทวดาเทพพรหมและสัตว์ต่างๆ แม้จะปรารถนาไม่เบียดเบียนกัน แต่ก็ยังคงเบียดเบียนกัน อะไรหรือเป็นเหตุ ก็พิจารณาจนเห็นเหตุแห่งการเบียดเบียนคือ ความริษยาและความตระหนี่ ก็ศึกษาต่อไปอีกว่า ความริษยาและความตระหนี่เกิดจาก สิ่งอันเป็นที่รักและสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ก็ศึกษาต่อไปอีกว่า สิ่งอันเป็นที่รักและสิ่งอันไม่เป็นที่รักเกิดจาก ความพอใจ ส่วนความพอใจนั้น เกิดจากความตรึก (วิตก) ความตรึกเกิดจากปปัญจสัญญาสังขารนิทาน คือส่วนแห่งความกำหนดหมายกิเลส ได้แก่ตัณหา มานะ และทิฏฐิ เมื่อเห็นเหตุเหล่านี้แล้ว ก็มาศึกษาถึงข้อปฏิบัติเพื่อให้เป็นการดับเหตุเหล่านี้ ซึ่งก็ได้แก่สติ การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ (คือวิตกและวิจารณ์) เช่น โสมนัสและโทมนัส และอุเบกขา เมื่อเกิดขึ้นก็รู้เท่าทัน ว่าส่วนหนึ่ง เมื่อส้องเสพแล้ว ทำให้อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น ส่วนนั้นก็ควรส้องเสพ อีกส่วนหนึ่ง เมื่อส้องเสพแล้ว ทำให้กุศลธรรมเสื่อมไป อกุศลธรรมเจริญขึ้น ส่วนนั้นก็ไม่ควรส้องเสพ นี้จึงเป็นศีล เป็นปาฏิโมกข์สังวรศีล ปาฏิโมกข์คือข้อที่เป็นใหญ่ สำคัญ เหมาะสมแก่ฐานะ ปาฏิโมกข์สังวรศีลของผู้ครองเรือนก็คือศีล ๕ ของผู้ที่ปฏิบัติยิ่งขึ้นไปอีกก็เป็นศีล ๘ ส่วนพระภิกษุ มีปัญหามาก ท่านจึงกำหนดให้เป็นศีล ๒๒๗ ข้อ ครอบคลุมทั้งหมดไม่ให้ไปหลอกลวงศรัทธาของประชาชน การสำรวมในการประพฤติทางกาย วาจา และใจ จึงเป็นศีล คือการสำรวมสังวรในตา หู จมูก ลิ้น การ และใจ นั่นเอง เพื่อให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริง คืออารมณ์ต่างๆนั้น ไม่ใช่เรา มันมาเกิดเพราะเหตุ เมื่อเหตุดับมันก็ดับ มันเกิดมันดับอยู่ต่อหน้าเรา มันไม่ใช่เรา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว แม้ความริษยาและความตระหนี่ ก็เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุใดเหตุหนึ่งทำให้เกิดขึ้น เมื่อเรามีสติเห็นอยู่ว่ามันไม่ใช่เรา เราก็พ้นจากการเป็นทาสของอารมณ์ ไม่ถูกอารมณ์จูงจมูกให้ไปประกอบอกุศลกรรม ไม่แม้กระทั่งคิดที่จะเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง นี่คือการ ศึกษา อย่างย่อๆ ถึงศีลข้อแรก ส่วนศีลข้ออื่นๆ ก็ในทำนองเดียวกัน การมีสติ ศึกษาโดยการสำรวมสังวรณ์ ตาหูจมูกลิ้นการใจ อยู่อย่างนี้ จนเกิดผล คือความไม่เบียดเบียน จึงเป็นการรักษาศีลอย่างแท้จริง การรักษาศีลอย่างนี้ ให้อานิสงส์ คือผลบุญ สูงกว่าการให้ทานมากมายเหลือจะคณานับได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุญมีสูงขึ้นอีก รวมกันเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 10 ประการ แต่การทำบุญประการที่ 3 ก็ต้องอธิบายให้ผู้ที่มีบารมีสูงขึ้นอีก จึงจะเข้าใจได้ ถ้าเรายังให้ทานไม่เป็น ยังเอาเงินให้พระอยู่ ฯลฯ เรายังไม่มีศีล ฯลฯ ก็ป่วยการที่จะพูดถึงบุญประการที่ 3 บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา ส่วนบุญประการที่ 4 ถึงประการที่ 10 เป็นอันไม่ต้องพูดถึง เพราะจัสูงเกินไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องบุญนี้ ต้องมีเวลามาไหว้พระสวดมนต์และนั่งกรรมฐานด้วยกัน และมีเวลานานๆ จึงจะสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ ในขั้นแรก บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน พวกเราก็สั่งสมบุญนี้ไปก่อน แต่ต้องระวังอย่าไปโง่ทำบาปด้วยการเอาเงินไปถวายพระนะครับ ตกนรกแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงโฉลก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-7968082176166770978?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/7968082176166770978/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=7968082176166770978&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7968082176166770978'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7968082176166770978'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='ทำบุญกับทำทานต่างกันอย่างไร'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-4494511821402385403</id><published>2007-02-23T08:23:00.000+07:00</published><updated>2007-02-23T08:24:31.364+07:00</updated><title type='text'>สอนลูกสอนหลานด้วยว่าคนเก่งต้องมี "ความกล้าทางจริยธรรม"</title><content type='html'>"ปรากฏการณ์สมคิด" ครั้งนี้ควรจะเป็นบทเรียนสำหรับทุกคนที่เข้าเล่นการเมืองว่าหากไม่มีความกล้าหาญ ที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองเมื่อไม่เห็นพ้องกับผู้นำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :     และไม่กล้าจะบอกความจริงกับประชาชนแล้ว   ก็จงอย่าได้คิดจะกระโดดเข้าสู่แวดวงการเมืองเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะจะเหมือนสภาพของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ "บอกความจริง" เมื่อสายไปเสียแล้ว...และทำให้เกิดคำถามว่ารับใช้ใครกันแน่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีลูกมีหลานมีเพื่อนมีฝูงต้องสอนไว้เป็นหลักประจำตัวในการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีว่า เป็นเพียงแค่คนเก่งและฉลาดไม่พอ  ต้องเป็นคน "กล้าพูดความจริงในจังหวะที่ความจริงนั้นมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของสังคม" ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปลว่าอะไร? ความหมายของผมก็คือว่าถ้าคุณเห็นความไม่ถูกต้อง และไม่ชอบมาพากลรอบๆ ตัวเองแล้วเห็นว่าคนอื่นๆ ในสังคมจะต้องรู้ด้วย เพราะถ้าไม่รู้  เขาจะหาว่าคุณรู้แล้วไม่บอกเขา ไม่เตือนเขา คุณก็จะมีความผิดร่วมอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมคาดหวังว่าถ้าคุณไม่มีผลประโยชน์ที่ไม่ชอบมาพากลปนอยู่ด้วยแล้ว  คุณจะต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะพูดความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนที่เราเคยเห็น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  เคยเห็น  ดร.เสนาะ อูนากูล เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย หรือคุณหมอประเวศ วะสี ในฐานะ "ราษฎรอาวุโส" ออกมา "ฟ้องประชาชน" ว่ามีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้นในแวดวงการบ้านการเมืองที่ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสมคิด อาจจะถูกสอนให้เป็นคนรู้จักบุญคุณคน  แต่เหนือการรู้บุญคุณส่วนบุคคลคือหนี้บุญคุณต่อแผ่นดินและสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคนคนนั้นไม่ได้สร้างบุคลิกที่แข็งแกร่ง ไม่มี "ภูมิต้านทาน" ทางด้านจิตวิญญาณแห่งความเป็นตัวของตัวเองเพียงพอ  ก็จะตกอยู่ในภาวะที่พยายามหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองว่ามีความจำเป็นที่จะไม่อาจจะบอกกล่าวความจริงกับประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ป๋วย เคยใช้วิธีต่อสู้กับความเลวร้ายและอำนาจเผด็จการสมัยนั้น ด้วยการออกมาพูดความจริงกับประชาชนและประกาศลาออกเพื่อแสดงว่าไม่อาจจะร่วมสังฆกรรมกับความชั่วร้ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง "คนเก่ง" ของบ้านเรานั้นเมื่ออาสาเข้าไปทำงานสาธารณะแล้ว ก็จะต้องมี "ความกล้าทางด้านบุคลิกภาพ" ที่ผมเรียกว่า strength of character ที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประกาศลาออกนั้น ต้องทำในขณะที่ความเลวร้ายในระบอบที่คนคนนั้นเกี่ยวข้องด้วยอยู่ในระดับสูงสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่รอให้ผ่านไปก่อนแล้วมาบอกทีหลังว่า "ตอนนั้น ผมก็อึดอัดใจเหมือนกัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ตอนนั้นคนทั้งประเทศกำลังวุ่นวายใจกันจ้าละหวั่น คุณ (ซึ่งมีหน้าที่จะต้องแก้ไขปัญหาบ้านเมือง) เพียงแค่รู้สึก "อึดอัด" เท่านั้นหรือ? และมาบอกว่าอึดอัดหลังจากบ้านเมืองเกือบจะพังพินาศ เพราะเจ้านายที่คุณสนับสนุนหรือปฏิเสธที่จะต่อต้านเท่านั้นหรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ที่คุณสมคิด ประกาศวันที่ขอถอนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาล สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; "...ที่จริงแล้วแนวทางของท่าน (หมายถึงทักษิณ) และผม คนละแนวทางกัน แนวทางของผม และคณะคือยึดหลักความถูกต้อง ทุ่มเทกับเป้าหมาย และสิ่งที่ทำเป็นประจักษ์พยานได้ดี ความแตกต่างของแนวทางไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติ แต่เกิดก่อนหลายปีมาแล้ว จนบางครั้งก็เป็นสาเหตุแห่งความไม่ไว้วางใจ นำไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองดังที่ทราบกันอยู่แล้ว..."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมในช่วง 5 ปีที่สมคิดเป็นรองนายกฯ รัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีพาณิชย์นั้น  เราไม่เคยได้วี่แววจากคุณสมคิด ในที่สาธารณะเลยว่า "แนวทางของท่านกับของผมเป็นคนละแนวทางกัน..." ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็น "คนละแนวทางกัน" ทำไมคุณสมคิด จึงสามารถพูดในที่ต่างๆ สนับสนุนอุ้มชูและเดินตาม "แนวทางของท่านนายกฯ" อย่างเต็มลูกสูบ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือพวกผมคนไทยทั่วไปหัวไม่ถึง ฟังไม่ออกในตอนนั้นว่าความจริงสมคิด ไม่ใช่คนของทักษิณแล้ว?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมคิดแทงกั๊กได้นิ่มนวลหรือคนไทยโง่กันไปหมด?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ต้องแยกแยะให้เห็นอย่างนี้เพราะไม่ต้องการให้ใครก็ตามที่คิดจะเล่นการเมืองจากนี้ไป แล้วใช้วิธีการลับๆ ล่อๆ กล้าๆ กลัวๆ เพื่อเอาตัวรอดทางการเมือง...แล้วคิดว่านี่คือตัวอย่างของคำสอนเพี้ยนๆ ของสังคมไทยมาตลอดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเชื่ออย่างนี้แหละจึงทำให้คนไทยในตำแหน่งสาธารณะทั้งหลายขาดจุดยืน  หลักการและความสัตย์ซื่อต่อสาธารณชน  คิดแต่จะเอาตัวเองรอดอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพราะเชื่ออย่างนี้แหละจึงเป็นที่มาของความล้าหลังและเละเทะของการเมืองไทยจนถึงวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้, เข้ามาร่วมถกแถลงใน blog ส่วนตัวของผมที่ www.oknation.net/blog/black ตลอด 24 ชั่วโมงครับ)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-4494511821402385403?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.bangkokbiznews.com/2007/02/23/WW12_1238_news.php?newsid=55854' title='สอนลูกสอนหลานด้วยว่าคนเก่งต้องมี &quot;ความกล้าทางจริยธรรม&quot;'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/4494511821402385403/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=4494511821402385403&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/4494511821402385403'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/4494511821402385403'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/02/blog-post_23.html' title='สอนลูกสอนหลานด้วยว่าคนเก่งต้องมี &quot;ความกล้าทางจริยธรรม&quot;'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-1142558842682306538</id><published>2007-02-12T09:26:00.001+07:00</published><updated>2007-02-12T09:14:56.697+07:00</updated><title type='text'>รหัสชีวิต</title><content type='html'>รหัสชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รมณ รวยแสน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอใจจึงสุขใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนแม้จะมีเงินทองหรือความสุขมากแล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้สึกคำว่าพอ ในทางกลับกันบางคนรู้สึกว่า พอเสียก่อน ความสุขก็เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วรรธนา วีรยวรรธน นักร้อง นักแต่งเพลง มีผลงานเพลงเพราะๆ มากมาย มีเพลงเหงา เพลงเศร้าบ้าง แต่คนส่วนใหญ่จำเธอได้จากเพลง 'โลกที่สดใส' ส่วนเพลงที่เธอแต่งเองอย่าง 'เก็บไว้ให้เธอ' หรือ เพลงน่ารักๆ อย่างวันเดือนปี เพลงจากอัลบั้มล่าสุดของเธอเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่ข้ามปีมาดังกระหึ่มอยู่ในขณะนี้ ก็คือ เพลงประกอบหนังเรื่อง ไฟนัล สกอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจี๊ยบ - วรรธนา บอกว่า องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ชีวิตเธอสมบูรณ์ คือ ครอบครัว (สามีและลูก) เพื่อน งาน และการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งหมดเหมือนกับได้ประกอบร่างของเธอให้สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ครอบครัวก็เหมือนเป็นเสาหลัก เราเดินออกจากบ้านที่แข็งแรงทุกวัน เราก็แข็งแรง เพื่อนก็สำคัญมาก ต้องมีเพื่อนที่ดูแลกันได้ มีปัญหาปรับทุกข์กันได้ ส่วนเรื่องงาน คนเรามีค่าจากเนื้องาน คนที่ไม่ทำงาน ไม่ได้หมายถึงคนที่หางานทำยังไม่ได้นะ รู้สึกว่าเขาจะไม่ภูมิใจ ตอบตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร งานเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าตัวเองเป็นใคร คิดเห็นอย่างไร มีทัศนคติอย่างไร อีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ท่องเที่ยว ก็คิดว่ามันก็ไม่ใช่ชีวิตแล้วล่ะ อันนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด ทุกปีจะต้องไปทริปใหญ่ ส่วนทริปย่อยก็แล้วแต่งบประมาณ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เป็นสุดยอดของการเรียนรู้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางแต่ละทริปของเธอ เกิดขึ้นง่ายๆ เงียบๆ แต่มีผลทำให้เธอจัดสมดุลในชีวิตได้ง่ายขึ้น ดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเจี๊ยบกลับจากแชงกรีลา เมืองที่เธอว่าแสนจะสงบและฉลาด ทำให้เธอคลิกและ 'รู้' ขึ้นมาเองว่า การได้เกิดมาและ 'มี' ทุกอย่างในทุกวันนี้ ไม่ว่าครอบครัว งาน และอื่นๆ นั้นเป็นความโชคดีอย่างยิ่งแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าถามก่อนหน้านี้ เมื่อ 3 ปีก่อนไม่รู้สึกว่าตัวเองโชคดี มันก็เป็นโชคร้ายอย่างหนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าโชคดีแล้ว ก็ทำให้เกิดความพอใจ เมื่อรู้สึกว่าพอ ก็ทำให้คนอื่นได้ ช่วยคนอื่นได้ อย่างน้อยๆ การที่รู้สึก Completely กับตัวเองได้ เราก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ ทุกอย่างที่เรามี พอแล้วในทุกอย่าง ไม่เฉพาะทรัพย์สินเงินทอง บ้านช่องใหญ่โต เงิน 7 - 8 ล้านบาท มันก็พอ พออิ่มปุ๊บ เรารวยทันที"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจี๊ยบรู้สึกว่า หลายปีที่ผ่านมาเหนื่อยมาก ดูแลหลายอย่าง ทั้งเรื่องงานและครอบครัว รู้สึกว่าทำได้ไม่เต็มที่ ปรับสมดุลไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ก่อนหน้านี้ ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับตัวเอง ทำเยอะ แต่ไม่ได้ดีสักอย่าง เราเป็นแม่ที่ต้องออกไปทำงานด้วย งานเราก็ไม่เต็มที่ กับลูกเราก็ไม่ได้เต็มที่ กับครอบครัว เราดูแลพวกเขาน้อยไปหรือเปล่า ทำทุกอย่างแต่ไม่ดีสักอย่าง สับสนว่าควรจะวางอะไร เพื่อไปทำอะไร ตัดสินใจไม่ได้ เพราะทุกอย่างสำคัญเหมือนกันหมด งานก็สำคัญ เพราะเป็นรากฐานของเรา ลูกก็สำคัญ ความเป็นตัวเองก็สำคัญ มันก็เลยตีกัน พอคลิกปุ๊บ ก็ฉลาดเลย คิดได้ว่าทุกอย่างที่เรามีอยู่ มันดีหมดแล้ว เราต้องทำให้ดีขึ้นแค่ไหน เห็นว่าอันไหน เราปล่อยวางได้บ้าง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอ บอกว่า ชีวิตเราที่ดีอยู่แล้ว ถ้าไปร้อนรนกับมัน เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ แค่วางบางอย่างได้ แล้วคอยดูว่าแต่ละองค์ประกอบในชีวิตของเราขาดอะไร ก็ค่อยๆ เติม ค่อยๆ ดู ก็จะเห็นเองว่า สิ่งใดขาด แต่ถ้าทำทุกอย่างครอบจักรวาล บางเรื่องก็เป็นการลงแรงที่เหนื่อยเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะชีวิตที่จัดการไม่ได้ก่อนหน้านี้ ทำให้เธอร้อนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จัดระเบียบชีวิตไม่ได้ สร้างสมดุลไม่ได้ บางวันเรื่องนี้ไม่ได้ดูแล เรื่องนั้นหายไปเลย บางวันเราก็หายไปเลย แล้วมันก็เหวี่ยงอย่างรุนแรง เพราะความไม่สมดุลสูง อย่างไม่ถนัดการดูแลธุรกิจเลย ทั้งธุรกิจโรงเรียนสอนดนตรี หรือการทำซีดีเพลง ตอนนี้ก็นึกออกแล้วว่า ถ้าจะทำเทป ก็จะเดินไปที่ไหนสักแห่งเพื่อให้เขาจัดการให้ เราก็ทำเพลงอย่างเดียว ที่เหลือให้เขาจัดการ จริงๆ แล้วก็รู้นะ แต่อยากลอง อยากไปให้สุดว่า ถ้าเราทำทั้งหมดแล้วจะเป็นอย่างไร ผลก็คือเหนื่อย และบางอย่างไม่ดีเท่าที่ควร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วรรธนา เล่าถึงชีวิตวัยเด็กให้ฟังว่า ครอบครัวอบอุ่น และสิ่งที่สำคัญคือ พวกเขาให้อำนาจเธอตัดสินใจว่า จะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตอนเด็กๆ อยากเรียนดนตรี ไม่อยากเรียนสายสามัญ พ่อให้เราทำในสิ่งที่เลือก ข้อแม้คือต้องทำให้สุดทาง ทำครึ่งๆ กลางๆ แล้วเผ่นกลับไม่ได้ มันหมายความว่า ก่อนจะเลือกต้องคิดให้ดีก่อน พ่อให้อำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง เพื่อนๆ จะเป็นพ่อแม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนั้นพอพ่อให้โอกาสอย่างนี้ เราก็รู้ว่ามันมีค่า และรู้อย่างเดียวว่า ต้องทำให้ดี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกที่สดใสจากเนื้อเพลงของเธอก็มาจากข้างในที่สดใสด้วยเช่นกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-1142558842682306538?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/20070201/news.php?news=column_22710270.php' title='รหัสชีวิต'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/1142558842682306538/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=1142558842682306538&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1142558842682306538'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1142558842682306538'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/02/blog-post_2996.html' title='รหัสชีวิต'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-8365062199740422012</id><published>2007-02-12T09:14:00.001+07:00</published><updated>2007-02-12T08:59:04.006+07:00</updated><title type='text'>รหัสชีวิต</title><content type='html'>รหัสชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ&lt;br /&gt;ภาพ : ศุภชัย เพชรเทวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชายหนุ่มคนนี้ไม่เคยเรียนดนตรีในมหาวิทยาลัย แต่เขาเป็นอาจารย์สอนดนตรีในมหาวิทยาลัย เพราะความรู้ความสามารถในการเล่นดนตรี และความเชี่ยวชาญในการเล่นเบสมากกว่าดนตรีชิ้นอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะบรรยากาศในครอบครัวเอื้อให้เขาอยากเรียนรู้ดนตรี ยามว่างพ่อของเขาเล่นเปียโน พี่ชายเล่นกีตาร์ โดมค่อยๆ ซึมซับเรื่องดนตรี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน โดม หโยดม เป็นอาจารย์สอนดนตรี สาขาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง เคยทำงานให้ศิลปินหลายคนและร่วมแสดงคอนเสิร์ตมากมาย เขาร่ำเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ไม่ได้ทำงานในวิชาชีพนี้เลย เขาหันมาเป็นนักดนตรีเล่นเบสนานกว่า 15 ปี จนผันตัวมาเป็นอาจารย์สอนดนตรีประมาณ 3-4 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตอนเด็กๆ ผมฟังพี่สาวพี่ชายเล่นดนตรี ฟังบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกชอบ พี่ชายสอนให้ผมเล่นเบสตั้งแต่อายุ 11 ปี หลังจากนั้นผมก็แกะเพลงเล่นเอง ฝึกฝนด้วยตัวเองและเล่นกับเพื่อนๆ จนได้มาเล่นดนตรีกับอาจารย์สมเจตน์ และอาจารย์ผดุง นักดนตรีแจ๊สรุ่นเก่า และได้เรียนรู้กับอาจารย์อานนท์ ศิริสมบัติวัฒนา ตอนนั้นเขาเปิดสอนดนตรีแจ๊ส ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์คนนี้เยอะมาก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดมเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเรียนดนตรีจากนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหญ่ ทำให้เขาได้ค้นพบความสุขมากมายในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรู้ว่า การเล่นดนตรีคือ สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งการเรียนในห้องสี่เหลี่ยม โดมบอกว่า ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ มักจะหนีเรียนไปเล่นดนตรีและกีฬา และหาเวลาตอนกลางคืนไปเล่นดนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างที่คนอื่นทำ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ คิดว่าชีวิตไม่ได้มีแค่นี้ ไม่อยากทำเหมือนคนอื่น เรียนจบแล้วก็ไปเรียนเมืองนอก หรือไม่ก็แต่งงาน ทำงานบริษัทแล้วก็หาเงิน ชีวิตยังมีทางเลือกอื่นๆ อีก ผมค่อนข้างเป็นคนที่ตามใจตัวเอง ก็เลยคิดว่าน่าจะมีช่องทางอื่นๆ ที่เป็นอิสระ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แม้การเป็นนักดนตรี บางคนจะบอกว่าไส้แห้ง แต่ผมก็ภูมิใจ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้รายได้จากการเล่นดนตรีจะไม่มากนัก แต่เขาก็เลือกทำงานอิสระ อยู่ที่ว่าต้องรู้จักปรับตัวเรื่องการใช้จ่าย เพราะอาชีพนักดนตรี ถ้าขยันก็จะมีรายได้ใช้จ่ายไม่ใช่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่เขาเล่นดนตรีตอนกลางคืน บางเดือนก็มีรายได้เยอะ เขาจะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะชีวิตไม่ชอบเป็นหนี้ ไม่ชอบซื้อของเงินผ่อน อยากใช้ชีวิตสบายๆ เพราะชีวิตช่วงนี้ค่อนข้างอิสระ ยังไม่มีครอบครัวและไม่ต้องเช่าบ้าน ส่วนใหญ่เขาจะเสียเงินไปกับการท่องเที่ยว เพราะเคยเดินทางไปเนปาลแล้วติดใจธรรมชาติและวัฒนธรรมในประเทศนั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรืออุปกรณ์เครื่องดนตรีที่ออกรุ่นใหม่ๆ ผมจะบอกเด็กๆ ที่สอนเสมอว่า การใช้อุปกรณ์ดนตรีให้เน้นความถนัดในการเล่น เพื่อใช้พัฒนาการเล่นดนตรีของตัวเรา เพราะผมเองก็ยังใช้เบสตัวเก่า ไม่ได้ซื้อใหม่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขายอมรับว่า ชีวิตไม่ทุกข์มาก ไม่สุขมาก มีความสุขตามอัตภาพ และชอบอ่านหนังสือธรรมะ ส่วนใหญ่อ่านหนังสือของท่านพุทธทาส หลวงปู่ชา อ่านแล้วก็นำมาใช้กับชีวิต อย่างเรื่องการยึดมั่นถือมั่น แม้ตอนนี้จะยังทำไม่ได้ในเรื่องการละตัวตน แต่ก็พยายามอย่าให้มีตัวเรามากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชีวิตผมไม่ต้องดิ้นรนอะไร เพราะผมไม่ชอบการช่วงชิง ก็อยู่สบายๆ ง่ายๆ แม้จะไม่มีบางอย่างในชีวิต ก็ไม่เดือดร้อน บางคนบอกว่า ผมไม่ค่อยทะเยอทะยาน ไม่กระตือรือร้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามองย้อนชีวิตที่ผ่านมา เขายอมรับออกจะเป็นคนขี้เกียจ ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามครรลองของมันเอง และไม่ชอบการต่อสู้ช่วงชิงเรื่องใดๆ ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอิสระต่างจากคนอื่นๆ อย่างตอนเช้าคนทำงานทั่วไปต้องเบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถไปทำงาน แต่เขามีเวลากับตอนเช้าที่สดใส เดินเอื่อยๆ ออกไปใส่บาตร แล้วเดินกลับบ้านสบายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่ผ่านมา เขาเคยมีผลงานแต่งเพลงให้นักร้องหลายคน ตั้งแต่ มาร์ค ตยางคานนท์ น้องเม-รัตติกาล(ลูกทุ่ง) และชุติมา(โอ๋) และเวลาว่างของเขาก็จะแต่งเพลงและแสดงคอนเสิร์ตกับเพื่อนนักดนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อีกมุมหนึ่งผมเป็นคนชอบแต่งเพลง หากมีคนชอบเพลงของเรา ผมก็ดีใจ แต่วงการนี้หาเงินจากการแต่งเพลงได้ยาก ช่วงนี้ผมก็เลยหยุดแต่งเพลง บางครั้งก็ท้อ เพราะเรื่องเงินค่าตอบแทนเป็นไปได้ยากมาก ทั้งๆ ที่กว่าจะทำอัลบั้มออกมาก็ยากมาก แต่เพลงก็ถูกวางขายตามแผงเหมือนของขายในกระบุง ในอนาคตผมอยากเอาเพลงที่แต่งไว้มาทำเป็นอัลบั้ม แต่ยังมีปัญหาเรื่องเงิน" โดมเล่าถึงปัญหาการทำงานเพลง และเขาย้อนถึงความสุขเล็กๆ ในชีวิตว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เวลาผมเล่นดนตรี แค่มีคนนั่งฟังเราอย่างตั้งใจโต๊ะเดียว ผมก็มีความสุขแล้ว เพราะนั่นย่อมดีกว่ามีคนนั่งอยู่เต็มร้าน แต่ไม่มีคนฟัง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้วสีสันดนตรีแจ๊สกับชีวิตของเขาก็ไม่ต่างกัน เพราะเขาไม่อยากใช้ชีวิตในกรอบเหมือนคนในสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ก่อนผมจะเล่นดนตรีสไตล์แจ๊ส ผมเริ่มจากการฟังแจ๊ส พอฟังแล้วก็รู้สึกชอบ จึงค่อยๆ ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง ประกอบกับนิสัยผมชอบอิสระ การเล่นแจ๊สปล่อยให้เราเล่นเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ผมได้สื่อสารดนตรีออกมาจากใจ ไม่จำเป็นต้องเล่นไล่ตามตัวโน้ต"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดนตรีแจ๊สในความรู้สึกของเขา ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของเขา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-8365062199740422012?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/20070202/news.php?news=column_22757480.php' title='รหัสชีวิต'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/8365062199740422012/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=8365062199740422012&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8365062199740422012'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8365062199740422012'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/02/blog-post_4019.html' title='รหัสชีวิต'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-8670993743598777163</id><published>2007-02-12T08:58:00.000+07:00</published><updated>2007-02-01T17:14:44.317+07:00</updated><title type='text'>มองญี่ปุ่นคนละมุม</title><content type='html'>มองญี่ปุ่นคนละมุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมลเบิร์นเนี่ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันรู้ว่าทุกสิ่งในโลกล้วนมี 2 ด้านเสมอ ถึงกระนั้นก็ยังอดแปลกใจไม่ได้... ที่ว่า บางครั้งด้านมืดที่มืดมิด และสว่างที่สดใส ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว ความดีกับความเลวอยู่ห่างกันลิบ แต่อย่างไรฉันก็เชื่อในความจริงที่ว่าใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น ถ้าจะลบล้างความเลวด้วยการทำความดีคงเป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูกที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ เป็นผลให้ประชาชนล้มตาย บ้านเมืองเสียหายราบเป็นหน้ากลอง แถมความร้ายแรงของรังสียังแผ่กระจายทำให้ผู้คนล้มป่วยและเป็นแผลเรื้อรังที่ผิวหนังยืดเยื้อต่อมาอีกหลายสิบปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นสหรัฐถูกประณามว่าทำเกินกว่าเหตุ ผลกระทบที่ยาวนานทำให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน ประชาชนชาวญี่ปุ่นต่างไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นประจำทุกปี แต่ถ้าได้อ่านหนังสือชื่อ The rape of Nanging (Nanking) เรื่องจริงที่ญี่ปุ่นบุกเมืองนานกิง ฆ่าฟันชาวจีนเป็นว่าเล่นด้วยดาบซามูไร จนมีเรื่องเล่าว่าทหารญี่ปุ่นแข่งขันกันตัดหัวชาวจีน หากใครจะได้ครบ 100 ก่อนเป็นผู้ชนะ เท่านั้นไม่พอยังไล่ต้อนผู้หญิง ไม่เว้นแม้แต่เด็กและคนแก่มาอยู่ในแคมป์และข่มขืนอย่างโหดร้าย ทารุณ วิตถาร อีกทั้งยังใช้พวกเธอทำงานเหมือนทาสในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็เรียกเธอว่าโสเภณี หากใครได้อ่านคงไม่อยากเชื่อว่าทหารญี่ปุ่นหน้าตาน่ารักคิกขุ ยิ้มเห็นเขี้ยว และทำท่าก้มหัวถ่อมตัวตลอดเวลาจะทำอย่างนั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้อ่านบทความสัมภาษณ์คุณยายชาวดัชท์วัยกว่า 80 ปี ที่เกิดและเติบโตในประเทศอินโดนีเซีย แต่โชคร้ายที่ญี่ปุ่นเข้ายึดอินโดฯ ตอนสงครามมหาเอเชียบูรพาในช่วงที่เธออายุ 17 ปีพอดี ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสาวฝรั่งหน้าตาจิ้มลิ้มผู้นี้ถูกลักพาตัวไปจากครอบครัว โดยมีเพื่อนๆ อีก 6 คนร่วมชะตากรรมเดียวกัน ทหารญี่ปุ่นกักตัวสาวๆ ทั้งหมดในค่ายทหารและผลัดกันข่มขืนคืนละหลายหน เป็นเวลาร่วมกว่า 3 เดือน บาดแผลทางใจไม่อาจลืมเลือน เธอกับเพื่อนร่วมกันเซ็นชื่อในผ้าเช็ดหน้าเพื่อเก็บไว้ย้ำเตือนความทรงจำถึงชะตากรรมที่ผจญร่วมกันในครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อญี่ปุ่นบุกเกาหลี พวกทหารได้ต้อนผู้หญิงมาอยู่ในค่ายกักกัน และเรียกพวกเธอว่าโสเภณีสงคราม เท่านั้นไม่พอยังล้มล้างระบอบกษัตริย์ของเกาหลีจนสิ้นซาก ชาวเกาหลีเกลียดญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ ขนาดไม่ยอมใช้สินค้าญี่ปุ่น แต่ลงทุนผลิตเองตั้งแต่รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ประเทศพันธมิตรต้องการยุติสงคราม แต่ญี่ปุ่นไม่ยอม สุดท้ายก็ต้องใช้ไม้ตายด้วยระเบิดปรมาณู ญี่ปุ่นจึงยอมยุติความเหิมเกริม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรู้ว่าทหารญี่ปุ่นเหล่านี้โหดร้ายทารุณอย่างไร จาก The rape of Nanging เราจะเข้าใจทันทีว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเข้าไปเที่ยวในวัดแห่งหนึ่งที่ดูสงบเงียบ ผู้คนต่างพากันมาสักการะ มาขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับโยนเหรียญเพื่อให้พรนั้นเป็นจริง อีกด้านหนึ่งของวัดจะมีต้นไม้ใหญ่ บริเวณโดยรอบมีแผ่นไม้ที่บรรดาผู้คนเขียนถึงความในใจทั้งหลายทั้งปวงต่อผู้เป็นที่รัก ผู้จากไป และเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ จากนั้นก็นำไปแขวนไว้ที่ใต้ต้นไม้ ทางวัดมีรายได้จากการขายแผ่นไม้เปล่าๆ เพื่อให้คนนำไปเขียนแล้วนำไปติดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันยืนอ่านแผ่นป้ายแต่ละแผ่นด้วยความตั้งใจ (อ่านได้เฉพาะที่เป็นภาษาอังกฤษ) อ่านไปยิ้มไป เพราะแต่ละคนช่างเขียนได้น่ารักจริงๆ นับเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนอยากมาเที่ยววัดมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่เดินไปตามสถานที่ต่างๆ มองดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ขยันขันแข็ง และการกินอยู่อย่างเรียบง่าย แต่เมื่อนึกถึงความโหดร้ายเหล่านั้นแล้ว นึกภาพไม่ออกเลยทีเดียวว่าพวกเขาจะมีด้านมืดที่ดำสนิทจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ยอมขอโทษ และไม่ยอมรับในการก่ออาชญากรรมครั้งนั้น เรื่องราวของนานกิงไม่เคยถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ที่แย่ยิ่งกว่าคือมีคนญี่ปุ่นบางคนต้องการให้รัฐบาลยอมรับผิดและขอโทษต่อผู้เคราะห์ร้าย แต่คนเหล่านี้กลับได้รับการข่มขู่ให้เลิกอุดมการณ์แย่ๆ นี้เสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะเคยได้ยินผู้คนเอ่ยชมสปิริตของชาวญี่ปุ่นที่ช่วยกันพัฒนาและฟื้นฟูประเทศหลังสงครามจนกลายมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในเอเชีย แต่ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม หรือเป็นเพียงแค่คนที่ชอบแข่งขันและโค่นคู่ต่อสู้โดยไม่ดูดำดูดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ตาใสๆ อินโนเซ้นท์ รอยยิ้มที่บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกลึกซึ้งถึงจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของนานกิง ทำให้ต้องรำลึกเสมอว่า คนหน้าเนื้อใจเสือ..มีจริง@&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-8670993743598777163?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://203.154.97.32/jud/taste/20070201/news.php?news=column_22667407.html' title='มองญี่ปุ่นคนละมุม'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/8670993743598777163/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=8670993743598777163&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8670993743598777163'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/8670993743598777163'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/02/blog-post_12.html' title='มองญี่ปุ่นคนละมุม'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-7705933936289074242</id><published>2007-02-01T17:13:00.000+07:00</published><updated>2007-02-01T17:14:44.467+07:00</updated><title type='text'>บัณฑูร ล่ำซำ สวมบทไวยาวัจกร "เราจะสร้างสังคมคุณธรรมอย่างไร"</title><content type='html'>สัมภาษณ์พิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้อยครั้งที่จะเห็น "บัณฑูร ล่ำซำ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จะยอมขึ้นเวทีร่วมเสวนากับวิทยากรอื่นๆ ปกติแล้วจะเดี่ยวไมโครโฟนมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้พิเศษกว่านัดใดๆ โดยร่วมเสวนาในเวที "ตลาดนัดคุณธรรม" จัดโดยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"บัณฑูร" ขอสวมบทไวยาวัจกรวัดบวรนิเวศฯ และวัดญาณสังวราราม เพื่อตีโจทย์เราจะสร้างสังคมคุณธรรมอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์นายบัณฑูรในโจทย์เดียวกัน แต่เป็นคำถามคนละข้อว่าสังคมไทยป่วยจริงหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สังคมไทยมันป่วยจริงหรือไม่ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่ฟังสมัชชาเขาพูด เขาก็บอกว่าป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อาการรุนแรงแค่ไหน ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ถึงกับเป็นเอดส์ ไม่ใช่รักษาไม่ได้ แต่เป็นมะเร็ง แต่ยาต้องแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นของผมคือว่า รำพึงรำพันไม่ได้แก้ปัญหา มันต้องมีการจัดการ ของทุกอย่างต้องมีการจัดการ และต้องจัดการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมารู้สึกว่าจะเป็นเรื่องการพูดในทางที่ว่า เราควรจะดีอย่างนั้น ควรจะดีอย่างนี้ ซึ่งก็ดีเป็นการถกกันว่ามาตรฐานและคำจำกัดความของความดีมันคืออะไรบ้าง ถามว่าผลจะเกิดมั้ย ผมว่ามันเกิดยาก คือความพยายามทั้งหลายที่ยกย่องคุณธรรมในประเทศไทยจะเป็นการให้รางวัล โล่เต็มตู้ แต่ผมไม่คิดว่าสังคมจะเปลี่ยนด้วยวิธีนั้น หรือแม้กระทั่งคนที่ได้ทำดี จนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่าคุณธรรมขั้นสูงจนได้รับการยกย่อง ได้รับโล่ ผมไม่คิดว่าโล่นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเกิดกำลังใจ คือได้โล่มันก็ดีกว่าไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และการได้โล่ไม่ได้แปลว่าชนะ เพราะว่าคนที่มันทำชั่วมันก็ไม่แคร์หรอกว่าคุณจะได้โล่ อยากได้ก็เอาไป แต่ฉันได้ซอง จะเอาซองหรือเอากล่อง ในซองนั้นก็มีเงิน คุณอยากได้กล่องก็เอาไป แต่ฉันได้ซอง ซองบางครั้งกล่องก็จะตามมา แต่กล่องไปซองไม่ได้ตามไปนะ (หัวเราะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าคนที่ทำดี สิ่งที่เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเขาในตอนจบคือ ได้เห็นความดีที่ทำไป ทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น ไม่เพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ต่อความชั่วร้าย แต่ถ้าทำไปต่อให้ได้โล่เต็มตู้เต็มบ้านก็ตาม แต่ได้เห็นความชั่วมันชนะ หรือไม่ความชั่วร้ายมาบี้เขาโดยตรง ถ้าเกิดเขาไปขัดขวางผลประโยชน์อะไรที่ไม่ชอบธรรม อย่างนี้คนดีก็แพ้ แล้วก็พัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับเม็ดเลือดขาวจะไปสู้กับเชื้อโรค ถ้าเม็ดเลือดขาวชนะร่างกายฟื้น แต่ถ้าเม็ดเลือดขาวมันแพ้ก็จบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- คิดว่าลักษณะแบบนี้เกิดมานานหรือยัง ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เห็นกันอยู่ ไม่ต้องไปดูไกล ดูจากสุวรรณภูมิ โอ้โฮ...จัดการกันได้ยังไง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงินอย่างเดียว มันอาจมีเรื่องความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์เกี่ยวข้องด้วย และไม่ต้องไปพูดเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เพราะมันโจ๊กเลย ของเหล่านี้ถ้าบอกว่าไม่มีผลตามมา มันเหมือนว่าความไม่ถูกต้องก็ชนะซิ เพราะไม่เห็นใครทำอะไรได้ นี่คือความพ่ายแพ้ คนที่ทำดีในที่ต่างๆ มันจะมีแรงทำดีกันไปสักกี่น้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากวันนี้ที่ผมพูดคือ เอาอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริงของการจัดการ คือนิสัยบ่ม แต่สันดานต้องดัด นิสัยบ่มคนก็พร่ำพูดไป แต่สันดานมันงอ มันต้องดัด มันบ่มไม่พอ เพราะมันงอไปแล้ว มันต้องดัดต้องล้อกันไป ตราบใดที่ทำด้วยความเที่ยงธรรม มันก็ไม่ใช่ความโหดร้าย แต่เป็นความเข้มแข็งและเข้มงวด ในทางที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ที่รำพึงรำพันทั้งประเทศจะทำอย่างไรให้มันมีพลังมากขึ้น ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาก็จัดการเหมือนกันแต่กินยาสมุนไพร ซัดเข้าไปเป็นหม้อ ถามว่าแก้ตรงนั่นมั้ย ถ้ามันเป็นมะเร็งมันต้องกินยา ต้องฉายแสง ต้องคีโมมั้ย ต้องผ่าตัดมั้ย อะไรอย่างนี้ มันปรัชญาเดียวกับการรักษาโรค คุณจะเล่นกินยาหม้ออย่างเดียว มันก็อาจจะไม่ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ส่วนใหญ่คนที่มาทำของพวกนี้ (แก้ปัญหา) ก็จะเป็นคนสุภาพ นุ่มนวล ดูชื่อก็รู้เป็นคนดีทั้งนั้น ก็พยายามพูดในสิ่งที่ดี โน้มน้าวให้สังคมมาในทางที่ดี แต่คำถามคือวันนี้ที่ผมถามต่อที่ประชุมคือ ท่านเชื่อมั้ยว่ายาแค่นี้พอแล้ว เพราะในมุมมองของผมการจัดการต้องมีมากกว่านั้น เพราะมันลงรากลึกไปแล้ว แน่นอนว่าในระยะยาวการกินยาบำรุง และออกกำลังกายทุกวันก็ต้องทำเป็นปกติ เพื่อไม่ให้ร่างกายไปเพลี่ยงพล้ำต่อมะเร็งในอนาคต แต่ในวันนี้มันเป็นมะเร็งแล้วจะมานั่งกินวิตามินอย่างเดียวมันไม่ได้ มันต้องมียาที่แรงให้สอดคล้องกับความเป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- มองว่าคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องหลักหรือเปล่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ อันนี้ผมว่าเป็นมะเร็งร้ายที่น่ากลัวที่สุด ทำดีแล้วไม่ได้รับการยกย่อง ไม่ค่อยเท่าไร เพราะคนดีจริง ที่ทำดีจริงเขาไม่คาดหวังอะไร แต่สิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นแพ้ไป หมดกำลังใจคือ ความดีของเขาสู้กับความชั่วร้ายไม่ได้ อันนี้ต่างหากคือมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- แล้วใครจะจัดการหรือลงดาบ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่ามาถามผม เพราะผมไม่ใช่คนถือดาบ ผมถือแต่มีดหั่นขิง...คนถือดาบไม่ได้หมายถึงระดับประเทศอย่างเดียว ทุกองค์กรมันต้องมีคนถือดาบ เหมือนกับที่นี่ผมก็ต้องถือดาบด้วย และไม่ใช่ว่าโหดร้าย แต่ถ้าเราไม่ดัดองค์กรให้ถูกต้อง องค์กรในระยะยาวก็จะอ่อนแอ เมตตามันก็ดี แต่ว่าเมตตาอย่างเดียวในความเห็นผมมันช้าเกินไป มันไม่ทันการ เมตตามันต้องมาพร้อมๆ กับอุเบกขา ในยามที่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่เป็นการดัด การแก้ ของเสีย ที่ไปพูด (งานสมัชชาคุณธรรม) เป็นเรื่องแนวคิดของการจัดการ ซึ่งก็ดีที่ผมมีโอกาสพูด ไม่เช่นนั้นเขาก็นั่งรำพึงรำพันกันอยู่อย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เป็นเพราะเขาไม่กล้าตัดสินใจหรือเปล่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันก็ไม่ง่าย เพราะว่ามันก็มีประเด็นกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่นั่นก็เป็นเรื่องทางเทคนิคต้องไปหาทาง เพราะว่าคุณรับผิดชอบที่จะเป็นหัวหน้า คุณก็ต้องรับหน้าที่ตรงนี้ นี่ไม่ได้หมายถึงระดับชาติอย่างเดียว การจัดการทุกอันมันไม่ได้ราบรื่นหรอก มีอุปสรรคทางเทคนิคทั้งนั้น หน้าที่ของคุณต้องทำให้ถึงเป้าอันสุดท้ายนั้นให้ได้ คือพาองค์กร หมู่คณะไปในทิศทางที่ดี ให้ไปสู่ระดับสูงขึ้นของความดีอันนั้น ไม่ใช่บอกว่าฉันทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่ามาเป็นหัวหน้า ถ้าจะมานั่งแผ่เมตตาอย่างเดียวก็ต้องไปเป็นพระ ใช่หรือเปล่า ตอนนี้ขนาดพระยังไม่ค่อยจะแผ่เมตตาเล้ยยยย...(ลากเสียงยาว...)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือเปล่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ไม่ได้ถูกใจนัก แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ผมก็ทำได้เฉพาะขอบเขตของผมเท่านั้น เพราะในที่สุดก็ต้องทำใจว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา แต่มันอยู่ในอำนาจของคนอื่น เราก็ได้แต่แต้มนิดแต้มหน่อย หยอดลงไป ไม่รู้จะได้ดีหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าสังคมจะไปในทางที่ถูกต้องมันต้องมีคนไปจัดการ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม แต่ถ้าจัดการด้วยมาตรการที่ไม่ถูกกับความเป็นจริงของปัญหา ก็แก้ปัญหาไม่ได้ อันนี้ที่ไหนก็พูดได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่การรักษาโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หรือว่าสังคมไทยเป็นสังคมสวยหรูแบบครีมหน้าเค้ก แต่ข้างในดูไม่ได้เลย ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเย้ายวนของความหรูหรามันเยอะมากขึ้นๆ โฆษณาอันหนึ่งที่มีมากอย่างเห็นได้ชัดในสังคมไทยคือ โฆษณานาฬิกา โอ้แม่เจ้าโว้ย ทำไมมันจะทำนาฬิกาออกมาได้มากมายขนาดนั้น ก็มีคนซื้อด้วย แล้วคนไทยก็ชอบซื้อ คุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ เคยพูดว่าใส่นาฬิกาเรือนละเป็นล้านแต่มาสาย นั่นคือความจริงของสังคมไทย ประเด็นนี้ไม่ถึงกับร้ายแรง จะใส่นาฬิกาเรือนละ 5 ล้านก็เรื่องของคุณ ตราบใดที่เรือนละ 5 ล้านนั้นไม่ได้มาจากการรังแกใครอย่างไม่ถูกต้อง อย่างนั้นจะสำคัญกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถึงพูดไงว่า เอานักธุรกิจไปพูดมันจะพูดได้ไง ทำอย่างนี้เป็นการทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรมหรือไม่มี ใครจะเป็นคนตีความได้ สมมติผมกำไร 10-20% ใครจะบอกได้ว่า 10% มันมีหรือไม่มีคุณธรรม คือมันเป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจถ้ามีคุณธรรมต้องทำแล้วก็ต้องเจ๊ง จะได้ไม่มากล่าวหาได้ว่าเอากำไร...มันเป็นการสนทนาที่ตลก ถึงได้หลีกเลี่ยงการสนทนาไปว่า งานนี้ผมไม่ได้มาพูดในฐานะนักธุรกิจ แต่มันเป็นโจทย์ซึ่งตีไม่มีวันแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ที่ต้องใช้ยาแรงและทำได้ยาก เพราะมันขัดกับวัฒนธรรมของไทยหรือเปล่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันขัด เพราะกระบวนการยุติธรรมมีข้อจำกัด หาหลักฐานไม่ได้ ทั้งที่เห็นอยู่ว่ามันเป็นความไม่ถูกต้อง ถ้าว่าไปตามขั้นตอนยุติธรรม หลักฐานไม่พอ อันนี้หลุด ยุคนี้ถึงเป็นยุคของทนาย ทนายเก่งเป็นชนะ เพราะมันสามารถเล่นกับตัวอักษรต่างๆ ได้ ทั้งๆ เห็นอยู่ทนโท่ นี่คือความยาก นี่ก็เป็นความท้าทายของบ้านเมืองที่จะต้องไปหารูปแบบจัดการบ้านเมืองไม่ให้พ่ายแพ้ต่อความชั่วร้าย ถ้าความชั่วร้ายใช้ช่องทางหรือระบบกลไกของความยุติธรรมไปในทางให้เกิดความไม่เกิดความยุติธรรม มันก็ไม่มียุติธรรม ความชั่วร้ายมันก็ชนะ มันก็คือโจทย์ของการจัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ตอนนี้สังคมมันเปลี่ยนไป เพราะคนเริ่มมองเห็นแต่ส่วนของตัวเอง ไม่ได้มองเป้าหมายร่วมกัน ทำให้การแก้ปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมมันแก่งแย่งกันมากขึ้น และโดยธรรมชาติของระบบทุนนิยมก็เป็นอย่างนั้น และปากท้องที่ต้องเลี้ยงมันมากขึ้น จะให้อยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน สังคมมันไม่ได้สร้างให้เป็นอย่างนั้น ทุกคนต้องวิ่งกันเต็มที่จึงเกิดรายการที่ว่าฉันต้องเห็นแก่ตัว สังคมมันบีบให้คนต้องเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นมันไม่ได้ นั่นเป็นความยากที่จะจัดการกับกระแสของโลกที่มันเป็นอย่างนั้น ซึ่งมีทั้งข้อดีที่ทำให้เกิดการวิ่งกันเต็มที่ และเกิดผลผลิต แต่ข้อเสียคือการแบ่งผลผลิตไม่เท่ากันอย่างมาก ถึงได้มีปรัชญาออกมาว่า เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ค้าขายกับใคร ไม่ได้แปลว่าเกลียดฝรั่ง แต่แปลว่าจะหาวิธีที่พอจะทำให้มีชีวิตอยู่ พอดีอยู่ได้ แต่อยู่ได้ดีพอสมควร ยากนะ ไม่ง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- คนในสังคมตอนนี้ไม่มีใครอยากเปลืองตัว ก็เลยอยู่เฉยๆ ดีกว่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอาจจะมีความกลัวที่ว่า ลุกขึ้นไปทำอะไรแล้วต้านกระแสของอำนาจแล้วภัยมันมาถึงตัว อันนี้มันเป็นจริง บางครั้งก็น่าเห็นใจนะ พอถึงเวลาอำนาจมันฟาดมาก็ไม่มีใครมาสงสาร เผลอๆ อาจมีคนสมน้ำหน้า เออ...อยากพูดมาก เป็นเสียอย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เรื่องเหล่านี้มันกระทบถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยหรือเปล่า เป็นต้นทุนของประเทศด้วย เป็นภาพใหญ่ให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น เชื่อถือ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ยังพอสู้ได้ แต่อีกพักหนึ่งหากโครงสร้าง การพัฒนาด้านความรู้ถ้าเทียบกับคนอื่นแล้วช้า ก็จะทำงาน ทำมาหากินสู้เขาลำบาก อันนี้เป็นความจริง เพราะฉะนั้นการพัฒนาความรู้ทุกๆ ด้านเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ถามว่าตอนนี้ก็สู้ได้ ไปได้ดีพอสมควร แต่ถามว่าแนวโน้มของคนที่เราคิดว่าเขาล้าหลัง และเขาไล่ตามมา รู้สึกว่าเขาไล่แรงมาก สปีดเขาเร็วโดยเฉพาะเวียดนาม แม้แต่จีนก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะพูดในการทำมาหากิน ถ้าการพัฒนาช้ากว่าคนอื่น มันก็จะไม่ก้าวหน้าเท่าคนอื่น ส่วนเรื่องของสังคมโดยรวม ถ้าความไม่ถูกต้องได้รางวัล มันก็จะเกิดความไม่ถูกต้องมากขึ้น เพราะความไม่ถูกต้องได้รับรางวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าเมื่อรับหน้าที่มาแล้วก็ต้องตัดสินทำไป เสร็จแล้วก็จะประเมินผลกระทบและไปตัดสินอีกทีว่าผิดหรือถูก มันไม่มีใครทำถูกทั้งหมดทีเดียวหรอก แต่ตราบใดที่มันแน่วแน่ว่าเราตั้งใจจะไปถึงตรงไหน แล้ววิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ตีโจทย์ให้แตกตามความเป็นจริงของปัญหา โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายมันก็มีมากขึ้น ยาก...โจทย์การจัดการประเทศมันยากมาก ใครมาทำก็เหนื่อย ยิ่งอยากทำให้ดียิ่งเหนื่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- 1 ปีจะเห็นหน้าหลังอะไรมั้ย ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นหลังเห็นแน่ เพราะเขาต้องไปแน่ เห็นหน้าหรือเปล่าไม่รู้ แต่เห็นหลังแน่ว่าคงอยู่ครบปี ก็ต้องไปตามคำจำกัดความว่ามาเฉพาะกิจเฉพาะกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- หลังจากนี้ก็ยิ่งจะน่าห่วงเพราะว่ายังมองไม่เห็นผู้นำที่จะมานำประเทศไปข้างหน้า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องตลกร้ายของสังคมไทย ก็บอกว่าอยาก อยากได้ประชาธิปไตย ถ้าได้แล้วบอกว่ามันไม่ดี...วะ...แล้วจะให้เอาอะไร นี่ปีหน้าจะเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย แต่บอกว่ามองไปแล้วไร้ความหวัง แล้วตกลงมันแปลว่าอะไร ตลกนะ ปากหนึ่งบอกจะเอา แต่ไม่รู้จะเอาใคร เอาไปก็แย่ แล้วจะเอาแบบไหน ได้ยินหลายๆ คนก็บอกว่า ไม่มีใครน่าเชื่อถือสักคน แล้วจะเอาแบบไหนไม่ทราบ อันนี้ไม่ใช่ความเห็นของผมนะ แต่ได้ยินที่ที่เขาพูดกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-7705933936289074242?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0103010250' title='บัณฑูร ล่ำซำ สวมบทไวยาวัจกร &quot;เราจะสร้างสังคมคุณธรรมอย่างไร&quot;'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/7705933936289074242/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=7705933936289074242&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7705933936289074242'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7705933936289074242'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='บัณฑูร ล่ำซำ สวมบทไวยาวัจกร &quot;เราจะสร้างสังคมคุณธรรมอย่างไร&quot;'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-7120235933042359362</id><published>2007-01-31T08:55:00.001+07:00</published><updated>2007-01-31T08:55:57.594+07:00</updated><title type='text'>ลูกสาวไตรภพ...เด็กเล่นเส้น</title><content type='html'>สปาเกตตีแซลมอนรมควัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องปรุง : (สำหรับ 1 ที่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. สปาเกตตีหมึกดำต้มสุกแล้ว 1 จาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ปลาแซลมอน 2 ชิ้น (ถ้าใช้แซลมอนรมควันไม่ต้องหมักเกลือ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. กระเทียมบด 2 กลีบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เกลือป่น 1 ช้อนชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ผักชีลาว 1 ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. พริกไทยดำ 1 ช้อนชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. ใบพาร์สเล่ย์สับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีทำ :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นำน้ำมันมะกอก กระเทียมบด เกลือป่น พริกไทยดำ และผักชีลาว คลุกเคล้ากับปลาแซลมอน หมักไว้ 15 นาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันมะกอกนิดหน่อย จากนั้นนำปลาแซลมอนที่หมักลงไปผัดพอสุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ตักส่วนผสมที่สุกแล้วราดลงบนเส้นสปาเกตตี โรยหน้าด้วยใบพาร์สเล่ย์สับ เสิร์ฟได้เลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-7120235933042359362?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/7120235933042359362/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=7120235933042359362&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7120235933042359362'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7120235933042359362'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/01/blog-post_1170.html' title='ลูกสาวไตรภพ...เด็กเล่นเส้น'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-1839829311666642435</id><published>2007-01-31T08:51:00.000+07:00</published><updated>2007-01-31T08:52:28.360+07:00</updated><title type='text'>อดีตผู้นำ</title><content type='html'>คงไม่มีอดีตผู้บริหารสูงสุดของประเทศคนใด ที่เป็นต้นเหตุของสถานการณ์ "แยกขั้ว" ได้มากเท่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่มีอดีตนายกฯ คนไหนของเมืองไทย ที่ทำให้คนไทยที่รักกัน เกิดการ "แตกแยก" อย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมา ได้มากเท่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่มีหัวหน้าพรรคการเมืองใด ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งการจัดการ การเงิน และร่ำรวยมั่งคั่ง ได้เท่าอดีตหัวหน้าพรรคครองเมือง ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่มีผู้นำพลัดถิ่นคนใด ที่สามารถใช้อำนาจเงินตรา เจรจาทีวีผ่านดาวเทียม ก่อกระแสปั่นป่วนคนไทยด้วยกันเท่าคนๆ นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดีตผู้นำท่านนี้ อ่านแต่หนังสือธุรกิจ การบริหารจัดการระดับอินเตอร์ หนังสือจากนักเขียนชั้นนำต่างชาติ ที่เชื่อในลัทธิบริโภคนิยม อิงกระแสโลกาภิวัตน์ หากลืมอ่านหนังสือธรรมะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือไม่ก็ลืมว่า เคยได้รับการอบรมสั่งสอนวิชาศีลธรรมจรรยาหน้าที่พลเมือง ที่เคยเรียนสมัยเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามปกติ คนเราเมื่อป่วย ก็ต้องไปหาหมอ หรือไม่ก็หายามารักษาบำบัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคทางกาย รักษาหายได้ บรรเทาทุเลาลงได้ เมื่อรู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่โรคทางจิต ปกตินั้นก็สามารถบำบัดอาการได้อยู่ แต่ต้องรู้ตัว ตื่นอยู่ เข้าใจอาการของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็มีคนอีกจำนวนมาก ไม่รู้ตัวว่าป่วยทางจิต แปลกอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่า บางคนรู้ว่าตัวเองจิตป่วย แต่จิตก็หลอกใจตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลอกได้หลอกดี จากวันเป็นปี เป็นสิบๆ ปี จวบสิ้นอายุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจหลอกกันเอง ท่านว่าก็คือผู้ป่วยทางจิตประเภทหนึ่ง ในคำสอนของพุทธศาสนาเปรียบไว้กับดอกบัว 4 เหล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตป่วยระดับไหน ก็เป็นบัวระดับนั้น โคลนตมในน้ำคือระดับชั้นของกิเลส หรืออาการป่วยเรื้อรัง ยากเยียวยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการป่วยทางจิตคือเงาดำหนาของกิเลส ที่แม้จะกล่าววาจาว่า "พอ" ที่เสแสร้งวาจานั้นคือ "พออย่างไม่เคยพอ" ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ "พอเพียง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่มีอดีตท่านผู้นำประเทศคนไหน ที่ป่วยทางจิตจนไร้หนทางเยียวยา ได้เท่านี้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอื้อพันธุ์ ศรีสุนทร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-1839829311666642435?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/1839829311666642435/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=1839829311666642435&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1839829311666642435'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/1839829311666642435'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/01/blog-post_7180.html' title='อดีตผู้นำ'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-6057304752622454269</id><published>2007-01-31T08:37:00.000+07:00</published><updated>2007-01-31T08:38:38.960+07:00</updated><title type='text'>รหัสชีวิต</title><content type='html'>มนสิกุล โอวาทเภสัชช์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่า...อยู่กับความหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตอนแรกคิดว่ามีบ้านเป็นวัด เราก็ซื้อบ้านที่บางใหญ่ จ.นนทบุรี ไว้ มีต้นไม้ล้อมรอบ ปรากฏว่า หมู่บ้านนั้นถูกขโมยขึ้นบ้านทุกหลัง รวมทั้งบ้านเราด้วย ถูกขโมยขนของไปหมด ตั้งแต่ยังไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน น้องสาวก็บอกว่าให้ขายทิ้งซะ มาปรึกษาพระที่สวนโมกข์ ท่านก็บอกว่าให้มาอยู่วัด เรารักต้นไม้มาก พอมาเห็นต้นไม้เยอะๆ ในสวนโมกข์ ก็ถามตัวเองว่ากลับบ้านทำไม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปราณี ธรรมโสภิณฑ์กุล ลูกผู้หญิงวัย 50 ปี จึงสละบ้านมาอยู่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ในปีพ.ศ.2539 มาช่วยงานอนุรักษ์ต้นฉบับของท่านพุทธทาสภิกขุ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานธรรมโฆษณ์กับหอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิมทีที่บ้านปราณีเป็นร้านค้า แต่เธอไม่ชอบค้าขาย ชอบอ่านหนังสือมากกว่า เธอเล่าว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 หลังจากอ่านหนังสือท่านอาจารย์พุทธทาสเล่มแรก คือ 'แก่นพุทธศาสตร์'&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่ลุกไปไหนเลย อ่านจบแล้ว จึงรู้ว่าเพิ่งจะรู้จักพุทธศาสนา ก่อนหน้านี้คิดว่าพุทธศาสนาเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น หลังจากนั้น กลับไปที่ร้านหนังสือแถวงามวงศ์วาน ซื้อหนังสือของท่านพุทธทาสหมดเลย กี่เล่มซื้อหมด อ่านทุกเล่ม ตอนแรกอ่านแล้วไม่รู้เลย ขันธ์ 5 คืออะไร เวทนาคืออะไร สังขารคืออะไร วิญญาณคืออะไร ก็จดไว้หมด อ่านหนังสือท่านอยู่สองสามเดือนก็เดินทางไปสวนโมกข์ ลงที่หน้าวัด พอมาถึงก็เห็นท่านกำลังบรรยายให้ฝรั่งฟัง พอเห็นท่านว่างๆ ก็เข้าไปกราบท่าน แล้วนำหนังสือของศรีบูรพาไปให้ท่านดู บอกว่า ในหนังสือเล่มนี้เขียนถึงท่านด้วยค่ะ ท่านบอกว่า เขาเคยมา นานแล้ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นปราณีก็ไปสวนโมกข์เรื่อยๆ ครั้งหนึ่งเป็นช่วงที่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพานักศึกษาไปปฏิบัติธรรม พอถึงตี 5 ท่านอาจารย์พุทธทาสมาแล้ว แต่นักศึกษายังไม่มีใครมาเลย อาจารย์ก็ไปตามนักศึกษามา ท่านพูดคำเดียว "เห็นแก่นอน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราฟังอยู่ ได้ยินคำนี้ ตั้งแต่นั้นมา ไม่กล้านอนตื่นสาย ทุกครั้งจะได้ยินเสียงท่านก้องอยู่ในหูว่า 'เห็นแก่นอน' ก็เลยกลายเป็นคนนอนตื่นเช้ามาจนถึงทุกวันนี้ พอรู้ตัวก็ลุกขึ้นมาทันที ทำอะไรก็ได้ คำนี้ติดอยู่ในหูเป็นสิบๆ ปี ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้ว่าเราสักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอมาอยู่สวนโมกข์ คุณเมตตา พานิช ประธานธรรมทานมูลนิธิ ก็ให้มาดูว่างานของท่านอาจารย์พุทธทาสจะทำอะไรได้บ้าง ท่านเก็บงานไว้ในกล่อง มีอยู่ในกล่องเล็กกล่องใหญ่หลายกล่องมาก แล้วมีจีวรพระคลุมเอาไว้ พอเปิดจีวรพระที่คลุมกล่องแต่ละกล่องขึ้นมาดู ราเต็มเลย ก็เคลียร์ของทีละอย่างไปเรื่อย เป็นบันทึกท่านอาจารย์พุทธทาสแทบทั้งหมด มีหัวข้อเทศน์ของท่านด้วย รายการวิทยุข่าวท่านก็บันทึกไว้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนั้นเธอคิดว่าจะทำอย่างไรดีกับบันทึกเหล่านี้ จึงนำไปถ่ายเอกสาร คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช อาสานำบางส่วนไปถ่ายเอกสารขยายใหญ่ให้แล้วนำไปติดไว้ในตึกธรรมทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ช่วงนั้นสนุกมาก ทำงานถึง 6 โมงเย็น จนได้ยินเสียงระฆัง ลืมเวลาไปเลย ทำงานอยู่ในห้องนี้อย่างมีความสุข ท่านอาจารย์มีอารมณ์ขันมาก ปกติคนจะเห็นว่าท่านเป็นพระอริยองค์หนึ่ง ดูขรึมๆ พอเรามาอ่านบันทึก รู้สึกว่าท่านเป็นคนน่ารักมาก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอยกตัวอย่างหลายๆ เรื่องว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อย่างเช่น มีบันทึกหน้าหนึ่งท่านเขียนว่า อยู่มาได้ยังไงตั้ง 60 ปี เพราะอยากจะอวดดีล่ะซี ! หรือนกเงือกที่มาจิกอาหารจากมือท่าน วันรุ่งขึ้นมันไปเกาะที่เสาไฟตาย ท่านอาจารย์เขียนคำกลอนไว้อาลัยให้นกเงือกด้วย มีจดหมายฉบับหนึ่ง ท่านอาจารย์เขียนไปถามคุณหมอบุญส่ง เลขะกุล ว่า นกบินมาแล้วก็ชนตึกแล้วตกลงมาตายทุกที ทำอย่างไรดี คุณหมอบุญส่งตอบว่าให้ทาสีตึกเป็นสีอะไรก็ได้ เพราะขาวๆ มันก็คิดว่าเป็นท้องฟ้า มันก็บินชน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หรือไหสองใบตรงหน้ากุฏิท่าน เราก็สงสัยว่าวางไว้ทำไม พอไปอ่านบันทึก ท่านเขียนว่าวางไว้ให้นกมาวางไข่ แต่แล้วตุ๊กแกก็มากินไข่นกหมดเลย หรือเวลาท่านไปกรุงเทพฯ มีเด็กๆ ไปส่งท่านที่สถานีรถไฟ ขากลับท่านซื้อปากกามาฝากเด็กๆ ด้วย และพอปีใหม่ท่านให้เด็กหัดตีระฆัง เด็กมาตีระฆังกันสนุกมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีวันหนึ่งท่านอาจารย์ไปข้างนอก มีงูอยู่ในกุฏิ ท่านบอกพระว่ามีงูอยู่ในกุฏิ ช่วยจัดการให้หน่อยจะรีบไปธุระ พอท่านกลับมา พระบอกว่า ตีงูตายไปแล้ว ท่านบอกว่า ไม่ได้ให้ตีตาย ให้เอาไปปล่อย คือ บางทีคำว่าจัดการ ก็ทำให้คนเข้าใจผิดได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ปราณีได้รับในระหว่างอ่านบันทึกท่านอาจารย์พุทธทาส คือ ความชุ่มชื่นใจ นอกจากนี้ก็ได้รู้จักตัวจริงของท่านพุทธทาส จากลายมือของท่าน และมากไปกว่านั้น บันทึกของท่านอาจารย์พุทธทาสช่วยให้เธออยู่กับโรคพาคิสันโดยไม่เป็นทุกข์ และเข้าใจถึงความไม่เที่ยงของสังขาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคพาคิสันมาเยือนเธอเมื่อหลายปีก่อน อาการของโรคทำให้การทรงตัวไม่ดี ปราณีเล่าว่า ต้องกินยาตลอด ตอนกลางคืนเป็นปกติดี ตื่นเช้ามาก็ออกกำลังกายเล็กน้อย กินข้าวแล้วก็กินยา ถ้าพูดเยอะๆ ก็จะควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"มันก็เป็นเช่นนั้นเอง ชอบประโยคนี้ที่ท่านอาจารย์พูด เราต้องขอบคุณเขาที่มาเตือนเรา ไม่งั้นเราก็ยังสนุกต่อไปเฮฮาปาร์ตี้ต่อไป ทำให้เราไม่ประมาทกับชีวิต เขามาเตือนเราทุกวัน วันไหนคืนสังขารก็คืนไปเลย ตอนนี้ทำงานได้ขอทำงานก่อนนะ ยังอ่านบันทึกท่านอาจารย์ได้ ก็ขออ่านบันทึกท่านก่อนนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พอยิ่งอ่านก็เห็นว่าท่านอาจารย์ไม่ใช่พระที่ไว้กราบไหว้อย่างเดียว ท่านเป็นมนุษย์จริงๆ มีความรัก ความเมตตา เมื่อก่อนบางทีเราจะมองว่าท่านอยู่บนหิ้งบูชาแล้ว แต่พอได้สัมผัสงานท่าน ก็รู้สึกว่าท่านเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เหนือกว่าเราตรงที่ท่านปล่อยวางได้ แต่เรายังวางไม่ได้ "&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเป้าหมายชีวิตของปราณี เธอเล่าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ดูตัวเองอย่างเดียว อย่าไปหวังอะไรกับใคร ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า อย่าอยู่กับความหวัง ส่วนใหญ่คนจะสอนว่า ชีวิตต้องมีความหวัง แต่จริงๆ แล้วเราจะรู้หรือว่า เราจะผ่านวันนี้ไปได้ ทุกอย่างไม่แน่นอนเลย เราอาจจะถูกรถชนตายวันนี้ก็ได้ ท่านจึงสอนว่าให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุด การมองคนอื่น มองแล้วเหนื่อย มองตัวเองดีกว่า"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราศึกษางานของท่านอาจารย์ก็เพื่อศึกษาตัวเราเอง อะไรจะเกิด ก็เกิด ชอบประโยคนี้มาก 'เช่นนั้นเอง' เป็นประโยคสั้นๆ แต่มีความหมายมาก จะป่วยก็เช่นนั้นเอง จะตายก็เช่นนั้นเอง"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-6057304752622454269?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://203.154.97.32/bodyheart/' title='รหัสชีวิต'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/6057304752622454269/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=6057304752622454269&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6057304752622454269'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/6057304752622454269'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/01/blog-post_31.html' title='รหัสชีวิต'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-3925162847680234316</id><published>2007-01-31T08:30:00.000+07:00</published><updated>2007-01-31T08:31:49.081+07:00</updated><title type='text'>พลังแห่งเป้าหมาย</title><content type='html'>รมณ รวยแสน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนแทบไม่เคยวางเป้าหมายในชีวิตเลย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็ค้นพบว่า ทำไมเราไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่นึกฝัน แล้วเราจะวาดฝันอย่างไร เพื่อให้ชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เรื่องนี้เรามีตัวอย่างมาให้อ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านปีใหม่มาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว เป้าหมายหรือแผนการที่แต่ละคนตั้งไว้สำหรับปีนี้ มีความคืบหน้าไปมากน้อยอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าลองเขียนถึงสิ่งที่อยากทำ หากมันมากมายเต็มไปหมด เลือกไม่ถูกว่าจะไปเรียนดนตรีหรือภาษาอังกฤษก่อน มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเลือก สิ่งสำคัญได้ก็คือ การมีเป้าหมายชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนเปรียบเทียบการใช้ชีวิตเหมือนกับการขับรถ นอกจากต้องตรวจเช็คเครื่องยนต์ เติมน้ำมันให้เต็มถังแล้ว ก่อนเดินทางก็ต้องรู้ว่าจะไปไหน ถ้ามีเป้าหมายแล้ว อาจแวะระหว่างทางหรือขับรถออกนอกเส้นทางบ้าง เมื่อถึงเวลาก็รู้ว่า จะต้องรีบบึ่งรถไปที่ใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนยังขับรถไปเรื่อยๆ ขณะที่เพื่อนร่วมทางต่างปลีกตัวไปตามเส้นทางของเขา เหลือคันเดียวก็เคว้งคว้าง ไม่รู้จะซ้ายหรือขวา สุดท้ายนึกได้ว่าอยากไปไหน น้ำมันรถอาจหมดหรือเครื่องยนต์อาจจะพังไปเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคุณได้วางเป้าหมายของชีวิตหรือยัง ลองมาอ่านเรื่องราวของคนเหล่านี้....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายคือ...พัฒนาจิตวิญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักคิดนักเขียนอย่าง วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เขาพูดกับนักศึกษาและคนทั่วไปเสมอว่า นอกจากวิชาการแล้วที่ต้องให้ความสำคัญอีกอย่าง คือ เรื่องเป้าหมายของชีวิต เพราะจะทำให้คนไม่เคว้งคว้าง หรือใช้ชีวิตอย่างล่องลอยไปวันๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมเป็นนักสังเกตสังคม สังเกตมานานแล้ว เยาวชนไทยค่อนข้างขาดเป้าหมายในชีวิต ไม่ได้คิดไปไกลว่าจะเป็นอะไร ทำอย่างไร เพื่อจะไปให้ถึง แต่คิดเป็นวันๆ ไป คิดว่าจะดูโทรทัศน์รายการอะไรดี กินอะไรอร่อย จะมีแฟนเมื่อไหร่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละคนอาจกำหนดเป้าหมายง่ายๆ ในช่วง 5 ปีหรือ 10 ปีต้องการให้ชีวิตเป็นอย่างไร หากเป็นนักศึกษาอยากจะเรียนจบภายใน 4 ปี ต้องดูว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ ทำให้เข้าใกล้เป้าหมายอยู่หรือไม่ ถ้าเข้าเรียนสาย ขาดเรียนบ่อย ก็ต้องยอมรับว่า กำลังห่างจากเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ชีวิตก็ต้องอดหวาน กินเปรี้ยวกันบ้าง เด็กๆ สมัยนี้ขาดทุกอย่าง ขาดวินัย ไม่อดทน กินหวานก่อนกินเปรี้ยว ในขณะที่คนสมัยก่อน มักจะมีแนวคิดที่ค่อนไปทางอดทน เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่” วรากรณ์ ในฐานะนักสังเกตการณ์บอกถึงความแตกต่างของยุคสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งแวดล้อมมีส่วนหล่อหลอม และเร่งเร้าให้แต่ละคนมีเป้าหมายของชีวิต อย่างการทำงานอาสาสมัคร ช่วยทำให้คนเห็นคุณค่าของเวลาและเข้าใจคนทำงานเพื่อคนอื่น หรือการอ่านหนังสือประวัติบุคคลสำคัญหรือคนยิ่งใหญ่ในด้านต่างๆ ทำให้มองเห็นเส้นทางที่ทอดยาวไปถึงเป้าหมายของแต่ละคน ระหว่างทางเต็มไปด้วยเรื่องราว ล้วนเป็นแรงบันดาลใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ วรากรณ์ เองก็เช่นกัน สิ่งแวดล้อมเร้าให้เขามีเป้าหมายกับตัวเอง ตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของชีวิต โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่เขาเรียนในตอนนั้นค่อนข้างมีการแข่งขันสูง เพื่อนแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายสำหรับการเดินทางของตัวเองชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อยู่กับคนตัวสูง ทำให้เราอยากสูง อยู่ท่ามกลางคนที่มีเป้าหมาย ก็ทำให้เราอยากมีเป้าหมายด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของตัวตนของเขาในทุกวันนี้ ส่วนสำคัญหนึ่งมาจากบุคคลต้นแบบของเขา คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ทำให้เขาอยากเป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์ การตัดสินใจเลือกเรียนในทุกระดับ ก็เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่วางไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้เป็นอาจารย์ เขาก็ถามตัวเองว่าจะเป็นอาจารย์อย่างไร คำตอบของเขาคือเขาอยากเป็นอาจารย์ที่ดี เท่านี้ก็เป็นแผนที่ชีวิตสำหรับการทำงานของเขาได้แล้ว เพราะจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้ ก็ต้องสอนแต่สิ่งที่ดี และเป็นเพื่อนกับนักศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนแผนรายปีของเขาเปลี่ยนไปตามช่วงวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนที่อายุน้อยๆ ก็เน้นเรื่องงานวิชาการ ส่วนด้านครอบครัว ผมได้เรียนจิตวิทยามาบ้าง ก็นำมาใช้เพื่อสัมพันธภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมเขา ตอกย้ำความเป็นตัวตน อะไรที่จะเป็นระเบิดเวลาก็จะหยุด อยู่ในร่องในรอย อย่างไม่เล่นการพนัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแผนปีใหม่นี้ มีหลายเรื่องที่ตั้งใจไว้หลายครั้งหลายคราแล้ว แม้ยังทำไม่ได้ แต่ก็ไม่ลืมจะบรรจุไว้ในเป้าหมายประจำปี นอกจากหัดพิมพ์ดีดภาษาไทย ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำแล้ว ปีนี้เขายังตั้งใจให้เป็นปีแห่งจิตวิญญาณ มุ่งพัฒนาเรื่องจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมเป็นคนใจร้อน แต่เป็นแบบคิดเร็ว พูดเร็ว ไม่ใช่แบบโมโหโกรธา เป็นคนโกรธง่ายหายเร็วไม่ปักใจแค้นใคร แม้ปีนี้จะดูโปรแกรมงานแล้วอาจเป็นไปได้ยาก แต่ผมก็บรรจุไว้ในแผน นอกจากจะอยากไปอินเดียแล้ว ยังอยากหัดนั่งสมาธิ ทำเพื่อตัวเอง เพื่อลดเรื่องความกังวล”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สร้างสวรรค์ในวิทยาลัยดนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้ที่สร้างและทำให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดังเป็นพลุแตก เขาก็ยังทำเรื่องที่ทำให้หลายคนอึ้งเกี่ยวกับการตั้งวงออร์เคสตรา แม้เมืองไทยจะมีอยู่บ้างก็ตาม แต่เขาก็พยายามผลักดันให้นักดนตรีมีอาชีพหลักและทำงานเต็มเวลาอย่างวง Thailand Philhamonic Orchestra (TPO)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความฝันของเขาเรียบๆ แต่หนทางยาวไกลและเต็มไปด้วยเรื่องราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนเด็กๆ คิดอย่างเดียวว่า ไม่อยากทำนาเหมือนพ่อ รู้อย่างเดียวว่า การศึกษาช่วยได้ ผมเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่มีหนทางเดียวที่จะเรียนต่อระดับสูง ต้องสอบได้ที่หนึ่งเพื่อรับทุนการศึกษา” รศ.ดร.สุกรี กล่าวและย้ำว่า เขาเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่พยายามขอทุนการศึกษาจนจบปริญญาตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องดนตรีเข้ามาในชีวิตเขา นอกจากพ่อเป็นนักร้องเพลงแล้ว วงเหล้าของพ่อและเพื่อนๆ ที่เมาได้ที่แล้ว ก็ร้องรำทำเพลงกันให้สนุก โดยมีเขารับหน้าที่ตีฉิ่งตีกรับอยู่ข้างวง และพ่อย้ำกับเขาเสมอว่า นอกจากเรียนหนังสือแล้ว คนเราต้องมีความสามารถพิเศษติดตัว ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรืออะไรก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตเขาอยู่กับดนตรีมาตลอดตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนคริสเตียน ก็มีครูฝรั่งสอนดนตรี และเขาก็ได้งานพิเศษเล่นดนตรีกับอาจารย์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของตัวเองสำหรับเรียนหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากรายได้พิเศษแล้ว การตระเวนเล่นดนตรีของเขา ก็ทำให้ได้เรียนรู้ ได้แรงบันดาลใจ เดินไปไกลกว่าที่เคยมีเป้าหมายไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ปิดเทอมหนึ่ง ผมไปเล่นดนตรีลูกทุ่ง ได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นฟลอโชว์ของวง เธอถามผมว่าทำไมไม่เรียนหนังสือ ผมก็ตอบว่า ก็มาหาเงินไปเรียนหนังสือ เธอพูดต่อว่า เธอไม่มีความรู้ ก็เลยมาเปลื้องผ้าหาเงิน แล้วก็ยื่นเงินให้ผม แล้วบอกให้ผมเรียนหนังสือแทนเธอด้วย” สุกรี ว่า เขาไม่ได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่นั้น ก็คิดว่าชีวิตนี้จะเรียนหนังสือให้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เขาสอนหนังสือที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จในตอนนั้น และยังเล่นดนตรีเป็นงานพิเศษ ครั้งหนึ่งเขาไปเล่นที่พัทยา ค่าจ้างแพงมาก ไปเล่นดนตรีประกอบแฟชั่นโชว์ เล่นแล้วเจ้าของงานเบี้ยวเงิน บอกให้นักดนตรีจับฉลากไปนอนกับนางแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมเศร้าใจมาก ทำไมดูถูกกันขนาดนี้ อาชีพตกต่ำ คุณค่ามนุษย์ มันแย่มาก ผมลาออกจากราชการ และไปอยู่อเมริกา คิดไว้ว่าไปแล้วไม่กลับมาแล้ว มองไม่เห็นว่าอาชีพนักดนตรีจะมีเกียรติและเชื่อถือได้อย่างไร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาอยู่อเมริกานาน 8-9 ปี เรียนจนจบปริญญาเอกในปี 2528 ไปทำงานควบคุมวงดนตรีในเขตอินเดียแดง ที่นั่นรัฐจัดสวัสดิการให้ทุกอย่าง มีลูกเพิ่มก็จ่ายเงินเพิ่ม เรียนฟรี ผลก็คือไม่มีใครสนใจที่จะทำอะไร นักดนตรีในวงของเขามี 25 คน ก็เมาทั้งครึ่งวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนั้นก็เป็นเวลาที่เขาต้องทบทวนเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง แม้จะมีเงินเดือนสูงมาก แต่ชีวิตไม่มีค่ากับใครที่นั่นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ได้เงินเดือน 3,000 เหรียญ ตอนนั้นเยอะมาก แต่ที่นี่เงียบมาก หกโมงเย็นร้านรวงก็ปิดหมด มีเงินก็ไม่รู้จะซื้ออะไร มีเงินแล้ว มีดีกรี ที่เหลือก็นั่งดื่มเบียร์กับดูฟุตบอล ก็ถามตัวเองว่าอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ผมนึกถึงวัยเด็กของผม อยากเรียนดนตรี แต่หาครูสอนไม่ได้ กับตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่โน่น แล้วกลับเมืองไทย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาตัดสินใจเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ จนกระทั่งปี 2530 มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตามคำชวนของเจ้าบ้านอยากให้ช่วยเรื่องมิวสิคเธอราพีหรือวัฒนธรรมดนตรี แต่เขาตัดสินใจมาทำงานที่นี่ เพื่อทำวิทยาลัยดนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นมหาวิทยาลัยของแพทย์ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ผมคิดว่าเป็นเรื่องวิเศษที่สุด ถ้าจะทำวิทยาลัยดนตรีในนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.ดร.สุกรี บอกถึงปรัชญาการสอนว่า ความรู้เป็นเรื่องกระจอก สิ่งที่จะสร้างคือสร้างคนให้มีรสนิยม พนักงานและนักเรียนมาเรียนต้องมาด้วยความสุข ทำสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ เอื้อให้จินตนาการความฝันได้โลดแล่น ถ้ามันเคยเป็นนรก เขาก็จะทำให้เป็นสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สำหรับวิทยาลัย ถ้า 100 ส่วน ตอนนี้ผมให้ 65 ถ้าเต็มก็คือ ต้องมีคนระดับโลกเกิดขึ้นที่นี่ เป็นที่สร้างดาราของโลก ทำไมต้องไปนิวยอร์กหรือลอนดอน เพราะตอนนี้ที่นี่ยังไม่มี ฉะนั้นต้องสร้างให้มี” รศ.ดร.สุกรี กล่าวถึงเป้าหมายของวิทยาลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.ดร.สุกรี บอกว่า เป้าหมายของวิทยาลัย ไม่ได้ทำให้เขาต้องเร่งเร้า หรือรีบร้อนไปให้ถึงโดยเร็ว เขาจะทำไปเรื่อยๆ และไม่หยุดเท่านั้นเอง งานทุกๆ อย่างก็มีปัญหาเหมือนกันหมด แต่เขาจะไม่คิดถึงปัญหา ถ้ามีปัญหา 99% ก็ยังมีที่ว่างอีก 1% ให้เขาคิดและทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับตัวเขาเองแล้วทุกอย่างเกินเป้าหมายที่เคยตั้งไว้แล้ว ทุกวันนี้ทำงานอย่างมีความสุข ทำงานหนัก ความสุขก็หนักตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“งานก็เหมือนกับเรา จัดดอกไม้ให้สวย จิตใจเราก็งามไปด้วย จัดดอกไม้ในแจกันก็อย่างเดียวกับการจัดชีวิตนักเรียน กิ่งไม้รกเราตัด เด็กเกเรเราก็ด่า ให้เข้าร่องเข้ารอย แล้วเราก็มีความสุข”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดนตรีคือคำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงแหบๆ ทุ้มๆ ของดีเจ ช่วง11.00 น. ของเดอะเรดิโอ 99.5 FM เป็นเสียงของ เปียโน-สุพัณณดา พลับทอง ช่วยให้ชีวิตคนฟังรื่นรมย์ขึ้น แม้เธอจะพูดเรียบๆ แต่ก็ฟังแล้วร่าเริงและกระตือรือร้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะมาจัดรายการวิทยุ เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้อง หนึ่งในสามจาก The Sis ทรีโอสามพี่น้อง เธอเป็นคนกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถามถึงเป้าหมายชีวิตของเธอ เปียโน เล่าว่า ตอนเด็กก็ไม่ได้ตั้งหลักหรือตั้งใจอยากจะให้ชีวิตเป็นอย่างไร ค่อนข้างปล่อยชีวิตไปตามกระแสหรือโชคชะตา แต่เป็นความโชคดีของเธอที่ครอบครัวรักเสียงเพลง และพ่อแม่จะหาโอกาสดีๆ มาให้เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เขาชอบให้ร้องเพลง ก็ผลักดันให้ฝึกร้อง ร้องเก่งก็หาเวทีประกวดให้ ชนะแล้วก็หาเวทีที่ใหญ่กว่า เราก็โอเค เดินตามนั้นเรื่อยๆ ไม่ได้มองหาอะไรอย่างอื่น เพราะตอนนั้นทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องดนตรี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งช่วงสอบเอนทรานซ์ เธอตั้งใจจะเข้าเรียนทางด้านดนตรี ซึ่งต้องมีการสอบร้องเพลงคลาสสิก เธอฝึกซ้อมเองแบบผิดๆ ทำให้เส้นเสียงมีปัญหา ร้องเพลงไม่ได้ สอบเอนทรานซ์ไม่ติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนนั้นกลัวมาก เพราะเป็นเด็ก แล้วรู้สึกว่าเราจะร้องเพลงไม่ได้อีกแล้วหรือ ก็เศร้ามาก ระหว่างที่อ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบใหม่ เลือกด้านภาษา ก็ไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอให้ทำอะไร ก็ทำหมด ไม่พูดใช้เขียนเป็นตัวหนังสือแทนก็ทำ อยู่เป็นปีเพื่อให้เสียงหายเป็นปกติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในครั้งนั้นเธอได้เข้าเรียนภาษาอังกฤษในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างนั้นก็ได้ร้องเพลงและออกอัลบั้มในสังกัดอาร์เอส หลังจากที่เคยมีผลงานอัลบั้มเพลงใต้ดินสองชุดที่บ้านเกิด อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเรียนจบก็ได้ลองผิดลองถูกกับชีวิต อย่างการไปสมัครเป็นแอร์โฮสเตส เพราะเรียนจบทางด้านภาษา แม้ไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เป็นสิ่งที่ใช่หรือที่ชอบหรือไม่ แต่บางอย่างก็ทำให้เธออ้อยอิ่งจนไปถึงที่สมัครล่าช้า ขากลับรองเท้ากัดและฝนตก แต่เธอก็ดีใจที่ได้ลองแล้วในวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ดีใจที่ได้ลอง เพราะจากนั้นเปียโนก็ตั้งใจว่า เอาหล่ะ ต่อไปนี้จะทำแต่สิ่งที่เราชอบ จากนั้นก็ฝึกดนตรี เขียนเพลง เตรียมออกอัลบั้ม มุ่งหน้าไม่ไขว้เขว อีก 5 ปีหรือ 10 ปี คงไม่ทำอย่างอื่น นอกจากเรื่องดนตรี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เธอบอกว่า มักได้รับโอกาสดีๆ เพราะโชคชะตา หลังจากที่เจอกับคุณวิโรจน์ ควันธรรม และทักเธอว่า น้ำเสียงน่าจะจัดรายการวิทยุได้ หลังจากเรียนจบ ก็สบโอกาสได้มาทำงานดีเจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปียโน บอกว่า เป็นอีกครั้งที่ได้รับโอกาสดี งานดีเจที่ทำมีส่วนพัฒนางานด้านดนตรีของเธออย่างมาก ก่อนหน้านี้จะฟังดนตรีในแนวที่ชอบเท่านั้น จะเป็นแจ๊สหรือบลูส์เท่านั้น นั่นเป็นการตีกรอบการเรียนรู้โลกดนตรีของตัวเอง แต่งานดีเจไม่ได้เปิดเพลงเพื่อตัวเอง แต่ต้องเปิดเพื่อคนอื่นด้วย เป็นโอกาสได้เปิดหูเปิดตา ได้เรียนรู้โลกของคนอื่นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บางวันผู้ฟังขอเพลงเข้ามา เราหามาเปิดก็ได้ฟังไปด้วย ก็จะเป็นแบบ โอ้โห มันมีเพลงแบบนี้อยู่ในโลกด้วยเหรอ หรือเมื่อก่อนไม่ฟังเพลงป๊อบเลย แต่ตอนนี้คนฟังขอมา เราก็ได้นั่งฟังแบบตั้งใจ ละเอียดขึ้น ก็เห็นส่วนดีในเพลงนั้นๆ ซึ่งเหล่านี้จะมีผลกับการทำงานดนตรีแน่ๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายในปีนี้ ดีเจสาวน้อยวัย 24 ปีคนนี้ บอกว่า เธอจะหัดเล่นเปียโนให้เก่งขึ้น เพื่อจะแต่งเพลงด้วยเครื่องดนตรีอย่างอื่นบ้าง ก่อนหน้านี้เธอใช้กีตาร์อย่างเดียว และเธออยากจะอ่านหนังสือมากขึ้น ออกไปดูโลกให้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณล่ะ ปีนี้ตั้งใจไว้อย่างไร และกำลังเข้าใกล้หรือยิ่งออกห่างจากเป้าหมายของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล้อมกรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเป้าหมายระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจากหนังสือบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ยงยุทธ พีรพงศ์พิพัฒน์ เขียนจากประสบการณ์ทำงานจากหลายส่วนทั้ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ธนาคารแห่งประเทศไทย และเมื่อครั้งเป็นผู้บริหารสถาบันฝึกอบรมที่นั่นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหากล่าวถึงเรื่องการจัดการงานยุ่งๆ วุ่นวายในแต่ละวัน หรือหลายสิ่งหลายอย่างที่ประดังประเดเข้ามาหาตัวเราในแต่ละวัน แต่ละคนจะจัดอันดับความสำคัญสิ่งที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวันได้ หากไม่ทราบว่าเป้าหมายระยะยาวของชีวิตตัวเองคือสิ่งใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบสำคัญของชีวิต อย่างน้อยๆ ต้องมี 5 อย่างคือ งาน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเป้าหมายระยะยาวของยงยุทธแบบย่อๆ มีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ด้านสุขภาพ เล่นแบด 3 วัน/สัปดาห์ เพราะมีคอเลสเตอรอล เบาหวาน ส่วนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ สายตามองเห็นดี ตับ หัวใจเช็คทุกปี แข็งแรงดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ชีวิตการทำงาน ลาออกก่อนเกษียณ เพื่อให้ยังมีพลังที่จะทำสิ่งอื่นๆ อย่างเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามสถาบันการศึกษา ตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหาร เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ชีวิตครอบครัว อยู่กับภรรยาคนเดิม ลูกมีร่างกาย-จิตใจที่เข้มแข็ง สอนให้ลูกเล่นกีฬาได้อย่างน้อยคนละ 2 ชนิด ขั้นต่ำพวกเขาเรียนจบปริญญาโทเป็นเจ้าของไร่ผลไม้ต่างจังหวัด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. สัมพันธภาพกับสังคมเพื่อนฝูง สังสรรค์กับเพื่อน 1 ครั้งในทุกหกเดือน พบกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียนมหาวิทยาลัยปีละครั้ง โทรหาเพื่อนเก่าเป็นระยะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. จิตใจ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อดทนได้มากขึ้น ไม่ขี้โมโห ไม่ตกใจง่าย รับสภาพต่างๆ ได้ดี ไม่ขี้โม้โอ้อวดเกินเหตุ มีความสุขแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ช่วงชีวิตหลังจากนี้คือ กำไรของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายเปรียบเหมือนภาพความฝัน เขียนออกมาแล้ว ก็จะชัดเจนขึ้น ทำให้มีความหวังและพลัง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-3925162847680234316?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://203.154.97.32/bodyheart/' title='พลังแห่งเป้าหมาย'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/3925162847680234316/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=3925162847680234316&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/3925162847680234316'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/3925162847680234316'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='พลังแห่งเป้าหมาย'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-7887672733459269956</id><published>2006-10-31T14:29:00.000+07:00</published><updated>2006-10-31T14:32:36.325+07:00</updated><title type='text'>ไม่ต้องเก่ง แต่ใช้เงิน "ให้เป็น" เลี้ยงลูกแบบมีแต้มต่อ... "วรวรรณ ธาราภูมิ"</title><content type='html'>นาฏยา ปานเฟือง&lt;br /&gt;ได้ชื่อว่าเป็นหญิงเก่งแห่งวงการกองทุนรวม แต่ในชีวิตจริง "วรวรรณ ธาราภูมิ" กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง เพิ่งเริ่มจัดการเงินๆ ทองๆ และลงทุนของตัวเอง และครอบครัว เมื่ออายุย่างเข้า 40 ปี หรือเมื่อราว 11 ปีที่เธอได้ย่างเท้าสู่วงการลงทุนมานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง ยอมรับว่าเพิ่งเริ่มต้นบริหารเงินให้แก่ตัวเองได้ไม่นาน แต่ถ้ามองจากมุมของความเพียรพยายามบ่มเพาะ "น้องแสนแสบ" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนวัย 12 ปีให้รู้จักคุณค่าของเงิน และใช้เงินให้เป็นอย่างมีแต้มต่อแล้ว ถือว่าไม่สายเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ลูกชายจอมซนวัยซ่า ประสบความสำเร็จในการรู้จักเก็บหอมรอมริบ และต่อยอดเงินออมให้ "เพิ่มพูน" ด้วยการลงทุนเพื่อไปสู่เป้าหมายศึกษาต่อระดับปริญญาโท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เพราะอยู่ในวงการกองทุนมานาน และปลูกฝังนิสัยการออมลงทุน ให้กับผู้คนมามาก จึงคิดขึ้นมาว่า เราควรปลูกฝังนิสัยรักการออมให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ ไม่ต้องรอให้โต แต่หัดกันแต่เล็กๆ จะทำให้เด็กมีวินัย รับผิดชอบต่อการเงินของตัวเอง ภูมิใจและรู้จักจัดการเงินทองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ เขาจะมี "แต้มต่อ" ระยะเวลาเก็บเงิน มากกว่า พ่อแม่ที่เพิ่งจะสะสมได้เมื่ออายุย่าง 40 แล้ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วรวรรณ แนะทางฝึกให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงิน และวิธีใช้เงินไว้ว่า ควรหัดให้ลูกรู้จักค่าของเงินตั้งแต่อายุ 4 ขวบไปจนถึง 9 ขวบ เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้ได้ง่ายและเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ต้องให้เขาสามารถ "จับต้องได้" ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อย่างเด็กเล็กๆ วัย 4-5 ขวบ ก็ให้เริ่มจากการให้เงินลูกวันละเล็กละน้อย เช่น 10 บาท หรือ เงินที่ญาติให้ ก็ให้ลูกจับหยอดกระปุกออมสินด้วยตัวลูกเอง เดือนหนึ่งๆ ก็จะมีเงิน 300 บาทแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นก็แคะกระปุกเอาออกมาให้ลูกนับ และให้เขาจดใส่สมุดบัญชีไว้ทุกเดือน ซึ่งเด็กวัยนี้นับเลขเป็นแล้ว พอครบปีก็ให้เขาเปิดกระปุกออกมานับของจริงอีกที เทียบกับยอดบัญชี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอบอกว่าเป็นวิธีสอนให้ลูกรู้จัก "เทียบเคียง" เงินที่มีจริงๆ และจับต้องได้ กับ ตัวเลขในบัญชี บางครั้งตัวเลขและบัญชีอาจไม่เท่ากัน ก็ช่วยสอนให้เขารู้จักหาส่วนที่ขาดหรือส่วนที่เพิ่มขึ้นมา ต่อไปเขาจะเข้าใจเรื่องการทำบัญชี (Accounting Inventory) กับ สิ่งที่จับต้องได้ ( Physical Inventory)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นวิธีสอนให้ลูกรู้จักออมเงิน และรู้แนวทางให้เงินทำงานตั้งแต่ยังเล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับลูกที่โตขึ้นมาหน่อยจนมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พ่อแม่ส่วนใหญ่มักให้เงินลูกเป็นรายวันไปโรงเรียน ซึ่งตอนนี้ "ถึงเวลา" ที่จะหัดให้ลูกทำ "บัญชีรายรับ- รายจ่าย" ของเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ควรให้เป็นรายเดือน ให้รายวันไปก่อน เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีอาหารกลางวัน ให้เด็กอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ควรให้เงินลูกไปโรงเรียนแค่พอใช้ และ เผื่อให้หัดออมไว้ด้วย โดยหัดให้ลูกลงบัญชีเป็นรายเดือน ใส่กระดาษเดือนละแผ่นหรือใช้คอมพิวเตอร์ และต้องลงบัญชีทุกวัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วรวรรณ" บอกว่า วิธีหัดให้ลูกรู้จักทำบัญชีรายรับ รายจ่าย นอกจากจะช่วยให้เขาเรียนรู้ ที่จะ "ควบคุม" ค่าใช้จ่าย เทียบเคียงกับ รายได้ของเขาแล้ว ยังช่วยให้เขาสามารถกำหนดเป้าหมายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเขาไม่ใช้เงินหมดในวันเดียว เขาจะมีสะสมมากขึ้น เป็นเงิน "ก้อนใหญ่" ในวันสิ้นเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ประสบการณ์ของวรวรรณบอกว่าการที่พ่อแม่เอาแต่สอนให้ลูกประหยัดเงินเพียงอย่างเดียว มักไม่ได้ผล เพราะเด็กๆ จะบังคับตัวเองไม่ได้ ยังมีความอยากได้ไม่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีก็คือต้องสร้างแรงจูงใจให้เขารู้ว่า "ออมเงิน" เพื่ออะไร ต้องสอนให้เขาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ถึงจะเป็นการปลูกจิตสำนึกที่แท้จริง!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วรวรรณ" จึงใช้วิธีทำให้ลูกหันมาออมเงิน ด้วยความสมัครใจ "ไม่ใช่" บังคับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อยากสอนเขาว่าถ้าลูกใช้เงินน้อยลงในวันนี้ สะสมทีละเล็กทีละน้อย วันข้างหน้าหนูจะมีเงินเท่าไร ถ้าหนูรู้จักคุณค่าของเงิน หนูจะไม่ดูถูกเงิน แม้มูลค่าของมันวันนี้จะน้อยก็ตาม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอบอกลูกว่า "อย่ามาหวังมรดกจากแม่นะ วันนี้แม่อายุ 51 ปีแล้ว อยู่เลี้ยงหนูตลอดชีวิตไม่ได้ โตขึ้นหนูต้องหาเลี้ยงตัวเอง แม่ให้หนูได้แต่การศึกษาในระดับปริญญาตรีในประเทศเท่านั้น ถ้าหนูจะเรียนต่อที่สูงกว่านั้น ก็ต้องส่งเสียตัวเองและต้องเริ่มเก็บเงินเสียตั้งแต่วันนี้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พาไปหาประสบการณ์จริง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่บ่มเพาะให้ลูกรู้จักค่าของเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าวันนั้น ลูกเหลือเงินติดตัว 20 บาท เธอจะพาเขาไปซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า เงิน 20 บาทในกระเป๋าของหนู วันนี้ซื้ออะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าหนูเก็บเงินวันละ 20 บาทเป็นเวลา 10 วัน หนูจะมีเงิน 200 บาท พี่ก็พาเขาไปซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า เงิน 200 บาท ที่เขาเก็บ หนูซื้ออะไรได้เพิ่ม หนูซื้อของได้จำนวนมากขึ้น ชิ้นใหญ่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากฝึกให้เขารู้ว่า ในการออมบางครั้งเราต้องรู้จักรอคอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเธอปูพื้นโดยสอดแทรกวิธีคิดให้กับ "น้องแสนแสบ" ได้ระดับหนึ่งแล้ว เธอก็เริ่มใช้ "รางวัล" ไปสร้าง "แรงจูงใจ" ให้แก่ลูกชาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องแสนแสบจะได้เงินรายวันไปโรงเรียนวันละ 100 บาท หลังจากที่เขาทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายแล้ว ปรากฏว่า เดือนกันยายน 2549 ลูกมีเงินเหลือใช้ถึง 2,505 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้น เธอก็สร้าง "แรงจูงใจ" เก็บออมให้แก่ลูก ด้วยการ "สมทบ" เงินเพิ่มให้เท่าจำนวนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ลูกจะเรียนรู้ได้เร็วมาก และเขาจะสนุกกับการคิดว่าวันหน้าเขาจะมีเงินเท่าไรจากการสะสมเอง อย่างน้องแสนแสบเก็บเงินได้เดือนละ 2,500 บาท พี่ก็สร้างแรงจูงใจในการเก็บออมด้วยการบอกลูกว่า ลูกเก็บได้เท่าใร แม่จะให้เพิ่มเท่านั้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอให้รางวัลน้องแสนแสบ เพิ่มอีก 2,500 บาทต่อเดือน รวมกับเงินก้อนแรกของลูก เป็น 5,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้จำนวนเงินมากพอ เธอก็วางแผนต่อยอดเงินออมให้กับลูก ด้วยการนำไป "ลงทุน" ให้เงินงอกเงย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เงินจำนวนนี้ก็เอาไปฝากธนาคาร รอจนได้จำนวนมากพอ ก็เอาที่จะไปเปิดบัญชีกองทุน ที่สำคัญคือ เราควรสอนให้ลูกรู้จักการคิดอัตราดอกเบี้ยด้วยว่า เงินต้น 100 บาท ถ้าผลตอบแทน 4% หรือเท่าไรก็ตาม พอหนึ่งปีผ่านไปจะกลายเป็นเท่าไร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นก็นำเอาไปลงทุนต่อใน "กองทุนรวม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"มีหลายกองทุนที่มีการกำหนดให้เปิดบัญชีขั้นต่ำเป็น 5,000 บาท ส่วนที่เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมเพราะว่า เราไม่มีเวลาพอที่จะติดตามข้อมูลมาตัดสินใจให้ และจำนวนเงินลงทุนน้อย นอกจากนี้ ก็ต้องการให้ลูกศึกษากองทุนต่างๆ จากข่าวสารกองทุน เพื่อปูพื้นฐานลงทุนไปเรื่อยๆ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการลงทุนของ "น้องแสนแสบ" หลังจากเขาปฏิบัติได้จริงๆ มาหนึ่งปี ได้เงินนำไปลงทุนในกองทุน 3 กองทุน กองทุนหุ้น ได้แก่ กองทุนเปิด "บัวแก้ว" กองทุน "ทองคำ" ในต่างประเทศ และกองทุนหุ้นในต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่ควรลงทุนในตราสารหนี้ เพราะลูกยังอายุน้อย สามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนได้มากเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคตอันยาวไกล และเก็บเงินลงทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาระดับปริญญาโท"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วรวรรณ" คาดว่า ถ้าลูกไม่เกเรก็จะจบปริญญาตรีเมื่ออายุ 22 ปี เท่ากับ มีระยะเวลายาวนานในการสะสมเงินก้อนนี้ทุกเดือน เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ทั้งที่ลูกเก็บได้เอง กับแม่สมทบให้ รวมเป็นระยะเวลาการลงทุน 12 ปี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในความจริงแล้ว ในแต่ละปีที่ผ่านไป ลูกจะมีรายได้มากขึ้นจากที่แม่เพิ่มให้ หรืออาจจะมีรายได้พิเศษจากรางวัลเด็กดี เรียนดี หรือช่วยทำงานบ้านอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราต้องแสดงให้ลูกเห็นได้ว่าถ้าเก็บได้ตามนี้ หากเอาไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% 5% 8% 10% 12% พอผ่านไป 12 ปี เมื่อลูกจบปริญญาตรี แล้วจะมีเงินทั้งหมดเท่าไร ?? พี่ชี้ให้ลูกเห็นผ่าน "โมเดล" การคำนวณ ซึ่งคิดขึ้นมาเองแบบง่ายๆ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีการเก็บออมของ "น้องแสนแสบ" ถูกคำนวณออกมา โดยมีสมมติฐานผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยต่อปี 10% จะได้เท่ากับ 1,382,189.38 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่น้อยเลย พอลูกเห็นยอดเงินก็ตาโต ต้องการเก็บเงินมากๆ เพื่อเป็นเศรษฐีเงินล้าน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมๆ กันนั้น เราก็ต้องสอนลูกให้รู้จัก "ปรับเปลี่ยน" ตามอัตราผลตอบแทนที่เปลี่ยนไป และความต่างของการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท เพื่อให้เขาได้เข้าใจถึงความเสี่ยง และผลตอบแทนที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น ผลตอบแทนบางปีลดลง จะส่งผลให้เงินต้นลดลงตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราต้องแสดง(โมเดลคำนวณ)ให้ลูกดูด้วยว่า หากเราฝากเงินกับธนาคาร ได้ผลตอบแทนเหลือ 4% ผ่านไป 12 ปี เงินที่ลงทุนทุกเดือนจะกลายเป็น 922,177.38 บาท หรือ กรณีผลตอบแทนเพิ่มสูงเป็น 15% เฉลี่ยต่อปี จะเพิ่มเป็น 1,993,010.38 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ต้องการให้ลูกเข้าใจถึงความต่างของการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภท ซึ่งจะมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้รับต่างกัน ก็จะบอกเขาว่า ถ้าอยากได้ผลตอบแทนสูง 15% เพื่อได้เงินก้อนโตเกือบ 2 ล้านบาท ลูกก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนะ เพราะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วรวรรณ บอกว่า เมื่อใดที่กองทุนส่งรายงานการลงทุนมาให้ดู "อย่าลืม" นำไปให้ลูกอ่านไปพร้อมๆ กับเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจทีละน้อย เขาจะกลายเป็นผู้มีวินัยทางการเงินสูง รู้จักประหยัดและสะสมลงทุนอย่างมีเป้าหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พี่จะเลี้ยงลูกแบบไม่ได้กดดันให้ต้องเป็น "คนเก่ง" แต่จะเน้นสอนให้เขารู้จักการใช้เงินให้เป็นมากกว่า เพราะหากลูกโตขึ้น ต่อให้เรียนเก่ง ทำงานหาเงินเก่งอย่างไร ถ้าจัดการบริหารเงินไม่เป็น ความเก่งก็ไร้ค่า ฉะนั้นทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ด้วยตนเองดีที่สุด เพราะลูกจะเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความมั่นคงในชีวิต" วรวรรณ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*************&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8935334-7887672733459269956?l=playai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.bangkokbizweek.com/20061002/road/index.php?news=column_21797227.html' title='ไม่ต้องเก่ง แต่ใช้เงิน &quot;ให้เป็น&quot; เลี้ยงลูกแบบมีแต้มต่อ... &quot;วรวรรณ ธาราภูมิ&quot;'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://playai.blogspot.com/feeds/7887672733459269956/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8935334&amp;postID=7887672733459269956&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7887672733459269956'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8935334/posts/default/7887672733459269956'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://playai.blogspot.com/2006/10/blog-post_31.html' title='ไม่ต้องเก่ง แต่ใช้เงิน &quot;ให้เป็น&quot; เลี้ยงลูกแบบมีแต้มต่อ... &quot;วรวรรณ ธาราภูมิ&quot;'/><author><name>Playai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12478301464242552646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8935334.post-3743001902230500774</id><published>2006-10-27T08:50:00.000+07:00</published><updated>2006-10-27T08:51:29.328+07:00</updated><title type='text'>คนไทยช่วยเทมาเซค มีทั้ง “ละเว้น” และ “สมรู้ร่วมคิด”</title><content type='html'>ใครจะกำลังพยายาม "หาทางลง" ให้เทมาเซคของสิงคโปร์ กรณีหุ้นชินคอร์ปอย่างไร ต้องไม่ลืมความรู้สึกของคนไทยและความเคารพในความ "ถูกต้องชอบธรรม" ของสังคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ถามง่ายๆ ว่า คนไทยจะคิดอย่างไรถ้าสิงคโปร์ใช้ทักษิณยึดสัมปทานของชาติไทยได้ง่ายๆ และเมื่อเสียท่าแล้ว ก็สามารถวิ่งเต้นใช้คนของรัฐบาลสุรยุทธ์มาอุ้มเขาให้รอดไปได้ และทำกำไรในอนาคตอย่างมโหฬารได้อีกเสียด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เมืองไทยเป็น "หมูสยาม" ของสิงคโปร์อย่างนั้นจริงๆ หรือครับ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แรกเริ่มมีข่าวว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ เกริกไกร จีระแพทย์ กำลังคิดจะ "นิรโทษกรรม" บริษัทต่างประเทศที่อาจจะมีปัญหาเรื่อง “นอมิมี” ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งก็รวมถึงเทมาเซคด้วย...แต่ต่อมาท่านก็ปฏิเสธว่าไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แต่จะทำอย่างไร คุณเกริกไกรไม่ได้บอก...ทำให้เกิดประจักษ์ว่า เทมาเซคนี้ช่างเป็นนักวิ่งเต้นที่เก่งกาจสามารถเหลือเกิน...ทำตัวเหนือกฎหมายไทย เพราะคบกับตระกูลคนเป็นนายกฯ คนก่อนได้สำเร็จแล้ว พอถูกจับได้ว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล ก็ยังสามารถหาทางให้มีการ "นิรโทษกรรม" เสียอีก...ด้วยการอ้างว่า "คนอื่นเขาทำผิดได้ ผมก็ทำผิดได้" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หันไปถามรัฐบาลสิงคโปร์ซิว่า เขายอมให้ใครจากต่างประเทศถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ของสถานีโทรทัศน์ของเขาไหม ? ถามเขาซิว่ายอมให้ต่างชาติเข้าไปมี "เอี่ยว" ในธุรกิจมือถือและดาวเทียมเท่าไร ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ถามเขาซิว่า ถ้านักธุรกิจไทยวิ่งเต้นกับรัฐบาลของเขาให้ทำอะไรผิดกฎหมาย หรือผิด "ธรรมาภิบาล" ที่เขาประกาศเป็นกติกาของเขามาตลอนั้น เขาจะยอมไหม ? มิเกิดอาการสั่นสะเทือนไปทั้งเกาะหรือ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เทมาเซคยังไม่เคยมาตอบข้อกล่าวหาชัดๆ อย่างน้อย 3 ประเด็น นั่นคือ ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และขัดพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ที่เห็นจะแจ้งว่าผิดก็คือว่า เมื่อชินคอร์ปมีสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลไทยแล้ว การจะโอนสิทธิในสัญญานั้นทำไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่า คู่สัญญาจะทำข้อตกลงแก้ไขสัญญา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ตระกูลของทักษิณไม่ได้ดำเนินการแก้ไขสัญญา กลับขายและโอนสิทธิสัญญาสัมปทานให้แก่เทมาเซคหน้าตาเฉย เสมือนหนึ่งเทมาเซคจะถือว่า เมื่อตนคบหากับคนใหญ่คนโตอย่างทักษิณในขณะนั้น ก็ไม่ต้องสนใจว่ากฎหมายไทยบอกไว้ว่าอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ผิดข้อต่อมาก็คือ พ.ร.บ ประกอบธุรกิจต่างด้าว เพราะเทมาเซคถือหุ้นเกินร้อยละ 49 ของชินคอร์ป โดยส่วนที่เกินมานั้นมี “นอมินี” ไทยมาถือแทน...และผลการตรวจสอบของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องนี้ก็สรุปออกมาชัดเจนแล้วว่าเป็นเช่นนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ถ้าเทมาเซคพยายามจะดิ้นให้หลุดด้วยการขายหุ้นออกให้ต่ำกว่าร้อยละ 49 จริงๆ จะแก้ไขสถานการณ์สำหรับสิงคโปร์ได้หรือไม่ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คำตอบก็คือ ไม่ได้อยู่ดี เพราะ “ความผิดสำเร็จ” เกิดขึ้นแล้ว ณ วันที่ลงนามซื้อขายหุ้น จะมาทำอะไรย้อนหลังเพื่อให้เรื่องผิดกลายเป็นถูกนั้นย่อมทำไม่ได้แน่นอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; และแม้เมื่อลดสัดส่วนหุ้นแล้ว ก็ยังต้องตรวจสอบกันต่ออีกว่า เทมาเซคยังคงอำนาจในการบริหารจัดการชินคอร์ปอยู่หรือไม่อย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นักกฎหมายที่ติดตามเรื่องนี้ ตั้งคำถามว่า ตอนโอนหุ้นชินคอร์ปไปให้เทมาเซคนั้น ได้ขออนุญาต กทช.เพื่อโอนใบอนุญาตหรือเปล่า ? คำตอบคือเปล่า...แล้วนี่เทมาเซคบอกว่าจะขายหุ้นให้คนอื่นเพื่อลดสัดส่วนของตัวเอง (จากเท่าไรเป็นเท่าไรไม่ได้บอก) ก็ต้องขออนุญาต กทช.เหมือนกัน แต่ไม่มีข่าวว่าเทมาเซคได้ขออนุญาตเพื่อการนี้แต่อย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เทมาเซคทำทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ประกาศตลอดมาว่า ได้ทำตามกฎหมายไทยทุกประการและเป็นการลงทุนจากการตัดสินใจทางด้านธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สอบสวนทวนความแล้ว ไม่จริงทั้งเพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ดังนั้น คนไทยที่พยายามจะช่วยอุ้มเทมาเซคให้หลุดรอดออกมาโด
